อ่านละครออนไลน์ คุ้มนางครวญ ออนไลน์ ตอนที่ 1

อ่านละครออนไลน์ – อ่านละครคุ้มนางครวญ ออนไลน์ ตอนที่ 1

คุ้มนางครวญ
คุ้มนางครวญ

คุ้มนางครวญ ตอนที่ 1

ในความมืดมิด ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงัด ยินเสียงคร่ำครวญหวนไห้แผ่วเบา ราวกับดังลอดมาจากโลกแห่งวิญญาณ อันเร้นลับ เสียงนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความรัก

“พี่เทพ ยอดดวงใจของข้าเจ้า”
พร้อมกันนั้น มีกลุ่มควันสีขาวรวมตัวเป็นใบหน้างามของหญิงสาว ดวงตาคมหวาน ผมเกล้าสูง ดูงามสคราญโฉม ดวงหน้าอ่อนโยน ดวงตาเปี่ยมรัก
“พี่คือดวงตะวัน ข้าเจ้าคือจันทรา”
ฉับพลัน ดวงหน้านั้นกลายกลับเป็นขมขื่น อาดูร ปวดร้าว มีน้ำตาไหลพรากออกจากดวงตาคมงาม
“พี่พรากจากข้าเจ้าไปนานนัก ไม่ว่าพี่ไปอยู่แห่งใดหนใด ข้าเจ้าจักรักพี่ไปไม่มีวันเสื่อมคลาย”
ใบหน้านั้นพลันชะงัก ดวงตาแข็งกร้าวขึ้น ปากเหยียดอย่างจงชัง ดวงหน้าดุดันดูน่ากลัว
“นังดาราราย นังงูพิษ นังแพศยา ทรยศ เจ้าพรากพี่เทพของข้าไป”
ใบหน้านั้นแปรเปลี่ยน ดวงตาคล้ายจมลงในเบ้า แก้มตอบลงคล้ายเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก คำพูดหวานใส กลายเป็นแหบพร่าของคนแก่
“ไม่ว่าเจ้าไปอยู่ที่ใด ข้าจะขอผูกเวร ล้างเจ้า ผลาญเจ้า ไปทุกชาติ ทุกภพ ตลอดไป”
ดวงหน้านั้นสลายกลายเป็นหมอกควัน พุ่งฉวัดเฉวียนคลุ้มคลั่งเวียนวนไปมา และลับหายไปในความมืดมิด

คืนหนึ่ง สก๊อย เด็กสาววัยรุ่น กำลังเล่าเรื่องผีอย่างออกรส มีการเอาไฟฉายส่องใต้คางให้ดูสยอง
“คุ้มเก้าหลังนั้นก็เลยเป็นคุ้มผีสิง มีคนได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ดังแว่วมาอยู่ตลอด” สก๊อย 1 เล่า
ที่ตรงนั้นอยู่ริมบึงน้ำของสวนสาธารณะในชนบท มีกลุ่มแว๊นนั่งล้อมวงอยู่ หัวหน้าแก๊งท่าทางกร่าง สาวสก๊อยคู่ควงผู้กำลังเล่าเรื่อง เด็กแว๊นลูกน้องกับสาวสก๊อยที่ดูแบ๊วสไตล์เกาหลีกว่า และมีเด็กรุ่นใหม่อายุราว 15 อีก 2 คน ที่มาเข้ากลุ่ม สก๊อย เอามือกรีดอะคูเลเล่ในมือดังกราวเป็นเอ็ฟเฟ็คท์ประกอบ
“บางที…”
สก๊อยเกาหลีกับเด็กใหม่สะดุ้งเฮือก
“บางที ก็มีเสียงซึงลอยมาตามลม ปนไปกับเสียงร้องไห้คร่ำครวญ”
เด็กใหม่ทั้งสองและสก๊อยเกาหลี ยิ่งหน้าซีด ตาเบิกกว้างอย่างกลัวๆ สก๊อยคนเล่าเรื่องกลั้นยิ้ม พลางสบตากับหัวหน้าแก๊งแอบพยักพเยิดให้กัน

เวลาต่อมาบนถนนลาดยางเพียงสองเลน มีเสาไฟส่องข้างทางเป็นระยะ รถมอเตอร์ไซค์ 3 คัน พุ่งมาคันหน้าเป็นหัวหน้าแก๊งกับแฟนสาวนักเล่าเรื่อง คันต่อมา คือ แว๊นลูกสมุนกับแฟนสาวเกาหลี คันที่สามคือ เด็กใหม่ทั้งสองคน

มีแนวรั้วต้นไม้รกทึบ หัวหน้าแก๊งพาพวกทั้ง 5 มุดเข้ามายืนเรียงรายแล้วพยักหน้า
แว๊น 1 บอก “นั่นไง ที่มึงต้องไป”
ทุกคนมองตาม
เบื้องหน้าเป็นเรือนเดียว ด้านล่างเป็นเสาไม้มากมาย สภาพเหมือนถูกทิ้งร้างมาหลายสิบปี ดูทะมึนท่ามกลางแสงจันทร์
พอถึงตอนนี้ มีเพียงหัวหน้าแก๊งคนเดียวที่ยังกร่าง แต่สก๊อยนักเล่าเรื่องก็เริ่มออกอาการกลัว ส่วนลูกน้องเองหน้าซีด สก๊อยเกาหลีหน้าเบ้ ส่วนเด็กใหม่สองคนทำท่าจะร้องไห้
แว๊น 1 กำชับ “ถ้ามึง 2 คนอยากเข้าพวกกู ก็เข้าไป แล้วเอาของติดมือมาให้กูสักชิ้นเป็นเครื่อง พิสูจน์”
เด็กใหม่ทั้ง 2 คน พยักหน้ารับอย่างอิดออด

ที่เชิงบันไดคุ้มร้างเห็นบันไดไม้หนาหนักทอดยาวไปในความมืดเบื้องบน สองเด็กใหม่หยุดมอง ส่องไฟฉายเป็นลำขึ้นไป
เด็ก 1 บ่น “ฮื้อ ถอนตัวเถอะว่ะ”
เด็ก 2 บ่นตาม “ไม่เอาโว้ย มาดึงขนาดนี้แล้ว”
เด็กใหม่ส่องไฟฉายเดินนำขึ้นไป เด็กอีกคนกลั้นใจเดินตาม

หัวหน้าแก๊งเป็นคนเดียวที่ไม่กลัว ก้าวมายังบริเวณบ้าน เห็นใต้ถุนเรือนมืดมิดมีเสานับสิบอาจจะถึงร้อยต้น
แฟนสาวสก๊อยหน้าซีดเกาะแขนแฟนแจ ส่วนลูกน้องกับสก๊อยเกาหลีก้าวขาแทบไม่ออก
“ตัวเอง ไปรอริมรั้ว เหอะ” สก๊อยบอก
แว๊น 1 ด่า “ไรว้า บิ้วเอง เสือกกลัวเอง”
แฟนสก๊อยค้อนขวับ ทันใดมีเสียงครางแผ่วเบา คล้ายเสียงผู้หญิงร้องไห้ ทั้ง 4 ชะงักมองไปในความมืดมิดใต้ถุน
สก๊อย 2 ร้อง “ว้าย เสียงร้องไห้”
มีร่างสีขาวเคลื่อนวูบอยู่ตามแนวเสา คลอยเลื่อนไร้น้ำหนัก ทั้งสี่ผงะ

กลุ่มเด็กแว๊นน้องใหม่อยู่ตรงหอกลางคุ้มแล้ว
มองจากชานกว้าง ต่อมาเป็นส่วนเรือนต่างๆ เด็กใหม่ทั้งสองถือไฟฉาย ลำแสงกวัดไกวตามมือที่สั่นระริก แสงจากลำไฟฉาย ส่องไปตามตู้ต่างที่ว่างเปล่า เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่
“ไม่เห็นมีไร เลย กลับเหอะ” เด็ก 1 บอก
เด็ก 2 ชวน “ไปอีกนิดนึง”
เด็กใหม่ทั้งสองก้าวต่อไป แสงไฟฉายส่องข้างฝา เห็นกระโหลกเขาสัตว์แขวนที่เสาในระยะประชิด สองเด็กใหม่ผงะร้องกัน แล้วก็ตบไหล่ให้สติกันเอง
เด็ก 1 ถามเพื่อน “เชี่ย กะโหลกฟาย จะหาต่อหรือกลับวะ”
เด็ก 2 บอก “ต้องหาต่อทำซากอะไร ก็เอากะโหลกนี่แหละ”
เด็กใหม่เห็นพ้องกัน ช่วยกันกระเย้อกระแหย่งปลดกระโหลกจากผนัง ทันใดมีฝุ่นผงร่วงพรูใส่ตัว ทั้งสองชะงัก ตาเปิดกว้าง ค่อยๆแหงนดู
บนขื่อเรือน มีร่างผอมบางยืนอยู่ ผมยาวรุงรัง ชุดที่สวมดูขมุกขมอม สองเด็กใหม่ตัวแข็ง

ทันใดร่างผอมบางค่อยๆ ก้มหน้าลงมาหา

คุ้มนางครวญ
คุ้มนางครวญ

หัวหน้าแก๊งส่องไฟฉายกราดไปมา เดินเข้ามาอย่างบ้าดีเดือด สก๊อยแฟนสาวกับสองลูกน้องมีอาการสติแตกล่วงหน้าไปแล้ว

“อะไรวะ ออกมาซิวะ”
“เตง (ตัวเอง) อย่าไปท้ามัน”
เด็กแว๊นหัวหน้าแก๊งแมนโครตๆ ก้าวต่อไปอีก ส่องไฟในความมืด แสงไฟจับร่างหนึ่ง เป็นร่างดูสูงใหญ่ยืนทะมึน แสงไฟฉายส่องสูงขึ้น พบว่าร่างนั้นไม่มีหัว

ส่วนร่างบนขื่อค่อยๆ ก้มลงมองดู สองเด็กใหม่ตะลึงจ้อง เห็นใบหน้าเผือดซีดเบ้าตาลึก ดวงตาถลน สองเด็กใหม่ผงะหงายท้อง ร่างบนขื่อขยับก้าว
สองเด็กใหม่เพิ่งร้องออก ตะกายลุกวิ่งตรงไปยังบันได

หัวหน้าแก๊งยืนตัวแข็ง ลูกน้องทั้งสามก็อาการไม่ผิดกัน ร่างไร้ศรีษะ หันตามทิศทาง ค่อยๆ ชูมือหนึ่งขึ้น
ชาวแก๊งทั้งสี่ตะลึงจ้อง เห็นว่ามือนั้นหิ้วศรีษาขาดแค่คอ ดวงตาถลนจ้องตรงมา
หัวหน้าแก๊งก็ยืนมองคล้ายไม่กลัว แต่มีน้ำหยาดหยดจากหว่างขา…มันกลัวจนฉี่ราด
มือที่หิ้วหัวขาดชูหัวนั้นขึ้นแล้วปาเข้าใส่แก๊งวัยรุ่น ทั้งแก๊งแตกกระเจิงไปคนละทาง

เด็กแว๊นหัวหน้าแก๊งกับสก๊อยแฟนสาววิ่งหนีมาตามแนวเสาใต้ถุน
สก๊อย 1 ตะโกน “ตัวเอง รอด้วย”
ทันใดนั้น ก็มีร่างอีก 2 ร่างวิ่งมาเข้าชนปะทะหัวหน้าแก๊งและแฟนสก๊อย ร่างทั้งสี่หกล้มจมคว่ำปะทะโครมเข้ากับแนวคล้ายผนังก่ออิฐปูนเก่าที่ยาแนวหลุด กำแพงส่วนหนึ่งทะลายทับร่างทั้งสี่ ฝุ่นฟุ้งโขมง หัวหน้าแก๊งหลับตาปี๋แหกปากร้องวี้ดๆๆ เสียงแหลมปรี๊ด จนหมดเสียง 2 เด็กใหม่ที่วิ่งมาชนค่อยคลายกลัว
เด็ก 1 บอก “พี่ ผมเอง”
สก๊อยหายตกใจเรียก “ตัวเอง”
หัวหน้าแก๊งลืมตา แต่มองเลยไปเห็นผีผู้หญิงผมยาวค่อยๆ ก้าวมา ก็ตะกายลุกวิ่งหนีนำหน้าไป สก๊อยและเด็กใหม่ทั้ง 2 ก็วิ่งหน้าเริดโวยวายตามไปติดๆ

ที่พื้นซึ่งมีอะคูเลเล่ตกอยู่ ผีผู้หญิงผมยาวก้มลงหยิบมาดู ร่างผีหัวขาดเดินโย่งเย่งมาใกล้ๆ ผีหัวขาดเอ่ยถาม
“อะไรวะ”
“กีตาร์จิ๋วว่ะ” ผีผู้หญิงบอก
จากความมืดมิด มีร่าง 3 ร่างก้าวเข้ามา คนแรกเป็นชายหน้าตาเหี้ยมมือถือหัวขาดมาด้วย และมีลูกน้องอีก 2 คนเดินตามมา หัวหน้าส่งหัวขาดให้ลูกน้องรับไว้ แล้วมองดุ ผี 2 ตนตรงหน้า
“มึง 2 คนถอดชุดออกซะที ทุเรศว่ะ”
ผีผู้หญิงหัวเราะคิกคัก ดึงวิกผมยาวออก เผยให้เห็นว่าเป็นชายร่างผอมบางแบบขี้ยา ส่วนผีหัวขาดก็ดึงท่อนบนเก้กัง ถอดออกเห็นว่าเป็นชายท่อนบนเตี้ย คอสั้น
“พี่” ลูกน้อง 3 เรียก
“อะไร”
“ผมว่า เรายิ่งท้าผีหลอก แทนที่คนแม่งจะกลัว มันกลับยิ่งแห่มาพิสูจน์”
อีก 3 ลูกน้องพยักพเยิดเห็นด้วย
“เฮ่ย พ่อเลี้ยงให้เราอยู่ที่นี่ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็หาที่พักของใหม่ให้เราเอง”
ลูกน้อง 4 บอก “แต่ผมไม่อยากอยู่ที่นี่เลย”
ลูกน้องอีกคนหน้าตาจ๋อยมองดูรอบตัวอย่างไม่วางใจ หัวหน้าเบิ้ดกะโหลกผัวะ
“โธ่ ไอ้หอก เสือกกลัวซะเอง ผีมีที่ไหนวะ มีแต่ข่าวลือ”
ลูกน้อง 2 ทำปากดี “ต่อให้ผีมีจริง กูว่าต้องอุบาว์น้อยกว่าอี 2 ตัวนี้ว่ะ”
ผีผู้หญิงร้องวี้ดๆออกสาวนิดหน่อย รู้ว่าแกล้งทำ ทั้งสี่คนหัวเราะกัน หัวหน้าขยับออกเดิน แล้วชะงัก
“เฮ้ย นั่นอะไรวะ”
หัวหน้าเพ่งมองดูผนังอิฐเก่าที่ทะลายลง ลูกน้อง 2 คนที่มีไฟฉายช่วยกันส่องไฟตรงหน้า ข้างหลังอิฐที่ทะลายยังมีแผ่นไม้อยู่
“ไอ้พวกแว๊นเมื่อกี้แหละพี่ มันวิ่งชนจนพังเลย” ลูกน้อง 2 บอก
“พวกมึงช่วยกันรื้อออกซิ มีอะไรอยู่ข้างใน” หัวหน้าสั่ง
ลูกน้อง 3 คน ช่วยกันรื้อกองอิฐออก หัวหน้ากับลูกน้องที่เหลือช่วยกันส่องไฟ เดี๋ยวเดียวก็เห็น ผนังอิฐฉาบปูนอีกชั้น มีประตูไม้หนาหนักแบบโบราณ มีโซ่เหล็กและกุญแจคล้องแน่นหนา
หัวหน้าแก๊งและลูกน้องมองอย่างแปลกใจ ระคนด้วยความรู้สึกอื่น บ้างอยากรู้ บ้างกล้า บ้างโลภ
ลูกน้อง 1 บอก “มีห้องซ่อนอยู่พี่ สงสัยเป็นห้องใต้ดิน”
ลูกน้อง 2 ว่า “ที่ซ่อนสมบัติหรือเปล่า พี่”
หัวหน้าไม่ตอบ บอก “มึงไปเอาขวานมา”
“อย่าเลยพี่”
ลูกน้อง 4 ขี้กลัวหน้าซีดเผือดร้องห้าม
หัวหน้าโมโห “อะไรของมึง”
“พี่ดูซี มันมียันต์เขียนไว้” ลูกน้อง 4 บอก
ทุกคนมองดูเห็นยันต์ อักขระตัวธรรมเขียนไว้บนผนังประตูทั้ง 2 บาน
ลูกน้อง 4 ตั้งข้อสังเกตต่อ “เหมือนขังอะไรไว้ข้างใน”
“โถ ไอ้เวร มึงดูหนังผีมากเกินไปแล้ว” หัวหน้าด่า
ขวานเหล็กแข็งแกร่ง ถูกฟาดโครมลงบนโซ่และกุญแจ เกิดประกายไฟกระเด็นออก

ห้องใต้ดินตกอยู่ในความมืด มีลำไฟฉายวูบวาบลงมาตามบันไดดินที่เสริมอิฐ หัวหน้าแก๊งและ 4 ลูกน้อง เดินลงมา คนหนึ่งเอาตะเกียงไฟฟ้าลงมาด้วย
ทั้ง 5 คนลงมาถึงพื้นห้อง จากลำแสงของไฟฉาย เห็นด้านหนึ่งเป็นซี่กรงไม้ขนาดใหญ่คล้ายกรงขังในยุคโบราณรอบๆ ห้องเป็นผนังอิฐ
หัวหน้าแก๊งค้ายา วางตะเกียบไฟฟ้าลง แล้วเปิดให้สว่างเต็มที่ แสงไฟสว่างไปทั่วห้อง
พบว่าเป็นห้องกว้างพอสมควร รอบด้านเป็นผนังอิฐ ทางด้านหนึ่งมีกรงขังไม้ มีโซ่เหล็กขนาดใหญ่ในกรงและที่บานประตู
หัวหน้าแก๊งและลูกน้องมีอาการแปลกใจ
ลูกน้อง 1 ถามก่อนใคร “นี่อะไรน่ะพี่ เหมือนคอกวัว”
หัวหน้าฉุน “คอกพ่อมึงน่ะซี นี่มันกรงขัง”
ลูกน้อง 2 ว่า “ก็คุกน่ะซีพี่”
หัวหน้าตัดบท “มึงอย่าพูด ฟังแล้วมันเป็นลาง”
ทั้งหมดสบตากัน
ลูกน้อง 3 สงสัย “แล้วทำไม เจ้าของคุ้มถึงต้องสร้างคุกไว้ใต้คุ้มด้วย”
หัวหน้าตอบเซ็งๆ “กูจะไปรู้ได้ยังไง”
พวกมันทั้ง 5 มองดูรอบๆ ห้อง ลูกน้องคนขี้กลัวแหงนดูรอบๆ เท้าก้าวถอยหลังไปแล้วสะดุด
ลูกน้อง 4 บ้าจี้ร้อง “แหก” แล้วล้มพังพาบลง คนอื่นเฮฮา
ลูกน้อง 3 ด่า “มึงเดินยังไง ไอ้หอก”
ลูกน้อง 4 บอก “มีมูนดินอยู่ตรงนี้”
หัวหน้าแก๊งคว้าตะเกียงไฟฟ้ามาชูขึ้น แล้วขมวดคิ้ว ที่ที่ลูกน้องนั่งพังทลายอยู่เป็นมูนดินสูงกว่าพื้นทั่วไป และยังขนาบข้างด้วยมูนดินอีก 2 ข้าง มีขนาดราว 6 ฟุต
ลูกน้อง 1 สงสัย “หลุมอะไรน่ะพี่ หลุมสมบัติหรือ”
หัวหน้า ด่า “หลุมสมบัติพ่อมึงน่ะซี”
ลูกน้อง 4 ที่ยังไม่ลุกขึ้น มองดูแล้วตาเหลือก
“หลุมศพ”
ลูกน้อง 4 ตาแหก ลุกพรวด ผวาเข้าเกาะเพื่อน มันทั้ง 5 มองดูที่พื้นตรงหน้า มีหลุมศพ สามหลุมเรียงกัน

คุ้มร้างยังคงตั้งตระหง่านอยู่ในความมืด

คุ้มนางครวญ
คุ้มนางครวญ

ในขณะเดียวกัน ภายในห้องนอนใหญ่ของคุ้มเจ้าเก็จถวา ซึ่งตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องเรือนโบราณ แต่ก็มีเครื่องอำนวยความสะดวกสมัยใหม่หลายอย่าง เช่น ทีวีจอแบน เครื่องเสียง โทรศัพท์ ครบครัน

บนเตียงนอนใหญ่ เจ้าเก็จถวานอนกระสับกระส่าย แล้วผวาตื่นขึ้น
เจ้าเก็จถวา เป็นหญิงชรา อายุราว 75 ปี ใบหน้ามีเค้าของความงามอยู่มาก และเปี่ยมอำนาจ แต่ในตอนนี้กลับดูหวาดกลัวเป็นทุกข์
เจ้าเก็จถวาลุกขึ้นจากเตียง เดินไปที่หน้าต่างไม้บานใหญ่ เปิดมันออก แล้วมองออกไปที่นอกหน้าต่าง เห็นแนวต้นไม้ในบริเวณคุ้มดูเป็นระเบียบและโปร่งตา แต่ไถลออกไปกลับมีแนวต้นไม้ใหญ่หนาทึบ ซับซ้อน
และที่สุดสายตาเห็นยอดหอของคุ้มร้างโผล่ขึ้นมา ท่ามกลางแสงจันทร์

ในแสงนุ่มนวลตอนเช้า แลเห็นคุ้มใหญ่เป็นหมู่เรือนโบราณขนาดใหญ่มหึมา มีชานและระเบียงเชื่อมเรือนและหอต่างๆ เข้าด้วยกัน เป็นเรือนอายุกว่า 150 ปี แต่ถูกบูรณะ ดูแลอย่างดีจนดูใหม่อยู่มาก
ตาทอง ชายชราวัย 70 ปี รูปร่างผอมเกร็ง แต่ยังดูแข็งแรง ดูแลคนงานชายที่กำลังกวาดใบไม้ให้สวน กับสาวใช้ที่ปัดกวาดทำความสะอาดไปมา

ห้องสมุดของคุ้ม เป็นห้องขนาดใหญ่ มีตัวหนังสือใหญ่หลายใบมีหนังสือมากมาย ส่วนใหญ่เป็นหนังสือเก่ารวมทั้งสมุดโบราณ
ห้องนี้ยังมีบรรดาของเก่าโบราณหลายชิ้น เช่น พิณพม่า ตู้พระไตรปิฎก ที่มุมหนึ่งมีหีบแบนยาวมีสายตกแต่งงดงาม เจ้าเก็จถวายืนอยู่ที่หีบนี้ สีหน้าครุ่นคิดกังวล
ส่วนที่พื้นตาทอง นั่งคุกเข่าอยู่อย่างสุภาพ
“ตาทอง แกไปดูคุ้มเก่าบ้างหรือเปล่า”
ตาทองอึกอักเพราะโกหก
“ผมเข้าไปดูบ่อยๆ แม่เจ้า แต่ไอ้พวกเด็กๆมันไม่ยอมไปกัน ต้นไม้ก็เลยขึ้นรกกว่าเดิม”
เจ้าเก็จถวาพยักหน้า เข้าใจ
“ใครล่ะจะอยากเข้าไป เรื่องต้นไม้น่ะช่างมันเถอะ แต่…”
ตาทองฉงน “แต่อะไรขอรับ แม่เจ้า”
“ก็เครื่องป้องกันทั้งหลายน่ะซี ยังอยู่ดีอยู่หรือ”
“โธ่ แม่เจ้า ไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งหรอก”
เจ้าเก็จถวาพยักหน้าอีก
“ไม่ว่ายังไง แกก็ต้องคอยตรวจตราให้ดี”
“โธ่ แม่เจ้า ถ้าผ้ายันต์ที่ยอดคุ้มยังอยู่ดี อะไรข้างในก็หลุดออกมาไม่ได้หรอก”

เวลานั้นที่ยอดคุ้มส่วนจั่ว มีไม้ท่อนหนึ่ง บนผิวไม้จารึกตัวธรรมไว้เต็มพรืด เมื่อแสงอาทิตย์ส่องมาตัวอักษรเหล่านั้นก็เรืองขึ้นเป็นสีทอง

ส่วนที่ห้องใต้ดินคุ้มร้าง หัวหน้าแก๊งค้ายาถือกระเป๋าใบใหญ่พอสมควร ลงบันไดมา โดยไม่ให้ใครรู้
ที่ผนังอิฐด้านหนึ่งมีรอยแตก หัวหน้าแก๊งดึงอิฐออกอีกจนเป็นโพรง แล้วเปิดกระเป๋าดูข้างในกระเป๋ามีธนบัตรใบละพันเป็นปึกๆ มีเงินอยู่ภายในราว 20 ล้านบาท
หัวหน้าแก๊งเหลียวซ้ายแลขวาแล้วปิดกระเป๋าใส่ลงในโพรง
โพรงมีอิฐปิดเรียบร้อย หัวหน้าแก๊งเอาเสาไม้ 4-5 ท่อนมาพิงปิดดูแนบเนียนดีทางด้านหลังเหมือนมีใครมองดูอยู่ หัวหน้าแก๊งหันขวับมาดู แต่ก็ไม่มีใคร

บริเวณส่วนเชื่อมระหว่างเรือนทางซ้ายขวาและด้านหลัง จัดเป็นห้องรับแขกใหญ่ มีชุดโซฟาหรูหรา รอบด้านเป็นตู้ตั่งมีของโชว์พวกถ้วยโถโอชามโบราณมากมาย เจ้าเก็จวานั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟา ที่พื้นมีสายใจสาวใช้วัย 40 ปี หน้าตาหมดจดนั่งอยู่เป็นเพื่อนมากกว่าคอยรับใช้
มีเสียงฟ้าคำรามครืนครัน เจ้าเก็จถวาเงยหน้าขึ้นจากหนังสืออย่างแปลกใจ
“ฟ้าร้องหรือ ฝนฟ้าอะไรกันตกเดือนนี้”
“ฝนหลงฤดูมังเจ้า แม่เจ้า”
ทันใดนั้น เกิดแสงสว่างก็หายไปเหมือนมีเมฆมหึมาเข้าบังท้องฟ้า ส่วนห้องรับแขกมืดวูบจนราวไม่ใช่กลางวัน
เจ้าเก็จถวาลุกพรวดขึ้น สีหน้าหวาดกลัว

เหนือคุ้มใหญ่ เมฆมหึมาเคลื่อนตัวลอยมา ที่พื้นดินลมหอบใบไม้แห้งปลิวปั่นป่วน ตาทองเดินมา บรรดาคนงานชายวิ่งวุ่น ตาทองแหงนดูเมฆอย่างแปลกใจ

เหนือคุ้มร้าง เมฆฝนกลุ่มใหญ่เคลื่อนมาถึงจนเต็มฟ้า เมฆนั้นเคลื่อนปั่นป่วนพยัพโพยม

ในคุ้มร้าง ลมแรงพัดกรูเกรียวเข้ามา หัวหน้าแก๊งกำลังพูดมือถือ แสงฟ้าแลบมาเป็นระยะ
“ครับ พ่อเลี้ยง ครับ ครับ”
ลูกน้องทั้ง 4 คน บ้างนั่งบ้างนอนอยู่ไม่ห่างนัก หัวหน้าแก๊งวางสาย หันมาหาลูกน้อง
“เฮ้ย พ่อเลี้ยงให้เราไปได้แล้ว”
ลูกน้อง 4 โล่งใจ “ค่อยยังชั่ว ได้ไปจากที่นี่ซักที”
ลูกน้อง 1 มองไปรอบๆ “โห ไปยังไงตอนนี้พี่ ฟ้าขนาดนี้ เดี๋ยวฝนก็เทลงมาแล้ว”
หัวหน้าหงุดหงิด ด่า “พวกมึงนี่เรื่องมากจริงๆ ว่ะ”
ลูกน้อง 1 ต่อรอง “นะ พี่รอให้ฝนหายก่อน”
“กลัวอะไรกับฝน ไปกันเลยเถอะ อย่าอยู่อีกเลย”
ลูกน้อง 4 ขี้กลัวเหมือนสังหรณ์แรงกล้า ดวงตาลอกแลกหวาดหวั่น คนอื่นหัวเราะเยาะ
ลูกน้อง 2 ด่าเพื่อน “โธ่เอ๊ย ไอ้ตาแหก มึงกลัวผีซะขึ้นสมอง”
ลูกน้อง 3 ว่า “อยู่มาตั้ง 2 เดือน ไม่เห็นเจอผีซักตัว”
ลูกน้อง 4 มั่นใจ “แต่ที่นี่ต้องมีอะไรแน่ๆ อยู่ที่นี่หายใจไม่ค่อยออก เห็นเงาแปลกๆ ตลอด”
หัวหน้าตวาด

“มึงหยุดเลย ผีไม่มีในโลกโว้ย”

3

จากเมฆป่วนปั่น เกิดสายฟ้าสว่างจ้าผ่าลงมาบนยอดคุ้ม ที่บริเวณจั่ว สายฟ้าฟาดลงยังไม้ที่ลงอาคม ระเบิดตูม!!

หัวหน้าแก๊งประกาศก้อง
“หรือต่อให้มี กูก็ไม่กลัว”
ขาดคำ มีเสียงถล่มทลาย ทุกคนแหงนดู แล้วผงะกระโจนกันไปคนละทาง
ท่อนไม้ลงอาคม แตกเป็นหลายชิ้น รวมทั้งกระเบื้องไม้หลังคา ตกพรูลงที่พื้น บางชิ้นมีเปลวไฟติด
หัวหน้าแก๊ง และลูกน้องยกมือป้องหัวและหน้า บ้างหลบ บ้างหมอบอยู่กันคนละทิศ คนละทาง
หัวหน้าแก๊งกับลูกน้องขี้กลัว มองดูไม้ที่ลงอาคม ตามตัวอักษรพลันเรืองขึ้น แล้วมอดหายไป เหมือนอาคมเสื่อม
ลูกน้อง 4 ถาม “พี่ เห็นไหม”
หัวหน้าโกหก “ไม่เห็น กูไม่เห็นอะไรซักอย่าง”

ดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้า ทั่วคุ้มร้าง เมฆฝนลับหายไปแล้ว คุ้มดูมืดทะมึน จู่ๆ ก็เกิดหมอกบางๆ ขึ้น ปกคลุมพื้นแล้วเริ่มหนาแน่นขึ้น

สายหมอกมากมายไหลเรื่อยมาตามทาง ขึ้นบันไดอิฐไปที่พื้นห้องใต้ดินมีหมอกไหลระพื้นอยู่
หัวหน้าแก๊งดึงอิฐออกจากที่ซ่อน บรรดาลูกน้องยืนมองดูอยู่ด้านหลัง หัวหน้าดึงอิฐออกก้อนสุดท้าย แล้วชะงักในโพรงซอกอิฐนั้นว่างเปล่า
ลูกน้อง 1 แปลกใจ “อะไรเหรอ พี่”
หัวหน้าแก๊งหัวขวับมา มือควักปืนขึ้นมาจ้อง ดวงตาดุดัน ลูกน้องทั้ง 4 ผวา
“พวกมึง…ใครเอาเงินไป”
บรรดาลูกน้องทั้ง 4 หน้าซีด มองดูกันเอง มองหัวหน้า มองปืนเลิ่กลั่ก
“อะไรพี่” ลูกน้อง 2 งง
ลูกน้อง 1 บอก “พวกผมเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้แหละว่าพี่เอาเงินมาซ่อนไว้”
หัวหน้ามองกราด “กูไม่เชื่อมึง พวกมึงนั่นแหละเอาเงินไป”
ลูกน้อง 4 โพล่งขึ้น “ผมรู้แล้ว”
ทุกคนมองดูลูกน้องจอมตาแหกเป็นตาเดียว
“อะไรของมึง” หัวหน้าโมโห
ลูกน้อง 4 บอก “ผี…ผีลักซ่อน ผีมันบังตา”
หัวหน้าแก๊งยิ่งโกรธจัดก้าวพรวดไปเอาปืนตบผัวะเข้ากกหู ลูกน้องล้มถลาลงสิ้นสติ
“ผี” หัวหน้าสบถ
หัวหน้าแก๊งหัวขวับมาเอาปืนจ่อหน้าลูกน้องอีกคน ลูกน้องตาเหลือกถอยกรูด
“มึงพูดมา เงินอยู่ที่ไหน”
ลูกน้องอีก 2 คน ทั้งกลัว ทั้งเริ่มโกรธบ้าง
“พี่ พวกผมอยู่ด้วยกันตลอด ไม่มีใครรู้เรื่องจริงๆ” ลูกน้อง3 ว่าเสียงขุ่น
ลูกน้อง 1 เสริม “ค้นตัว ค้นของพวกเราก็ได้”
ลูกน้องคนแรกเอามือล้วงเข้าไปในอกเสื้อแจกเกต หัวหน้าแก๊งตาวาว หันปืนมาแล้วลั่นไกเปรี้ยง ลูกน้องผงะหงาย เลือดไหลทะลักจากอกสิ้นใจตายคาที่ ลูกน้องอีก 2 คนแผดร้อง
“ไอ้สัตว์ มึง”
ลูกน้องชักปืนออกมาแล้วลั่นไก หัวหน้าแก๊งยิงสวนไป ลูกน้องโดนเข้ากลางอก หัวหน้าโดนเข้าที่ข้างเอวเลือดไหลปรี่ออกมา ลูกน้องอีกคนตัดสินใจวิ่งหนีขึ้นบันไดไปได้ครึ่งทาง หัวหน้าแก๊งยิงตามเข้ากลางหลัง ลูกน้องผงะหงายกลิ้งตกบันไดลงมา
หัวหน้าแก๊งมีอาการแค้นคลั่งคล้ายวิกลจริต เข้าเตะศพลูกน้องอย่างบ้าคลั่ง แล้วมองไปตรงหน้า แล้วชะงัก
ที่โพรงอิฐ กระเป๋าใส่เงินยังวางอยู่ หัวหน้าแก๊งถลาเข้าไป รูดซิบเปิดดู พบว่าเงินมากมายยังอยู่ครบ

หัวหน้าแก๊งมีอาการสับสนถึงขีดสุด หันมองดูศพลูกน้องทั้ง 3 มีอาการหวาดหวั่น ไม่เข้าใจ ความเสียใจ สำนึกผิดพลุ่งขึ้นมา มันเขาอ่อนทรุดคุกเข่าลง
“นี่มัน นี่มันอะไร”
ทันใดนั้น เลือดที่ไหลนอง 3 ศพทั้งสามกลับเคลื่อนไหว มันพุ่งเป็นสายไหลไปตามพื้นราวปรอท ตรงไปยังหลุมศพ 3 หลุม หัวหน้าแก๊งยืนตกตะลึงพรึงเพริด
ลำเลือดเคลื่อนไปกองบนมูนดินหลุมศพ แล้วซึมซับลงในเนื้อดิน
จู่ๆ เกิดหมอกควันประหลาดรวมตัวกันเป็นรูปร่างคน 2 ร่างบนหลุมศพ ซ้ายขวา
หัวหน้าแก๊งผงะหงาย ลุกไม่ขึ้นมองดูภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา
กลุ่มควันนั้นรวมตัวกันเข้มข้น กลายเป็นร่างหญิงสองนาง ผมเกล้าสูงนุ่งซิ่นกรอมเท้า มีผ้าคาดอก ดวงหน้าขาวซีด ดวงตาชั่วร้าย
หัวหน้าแก๊งผวาลุกมันยิงเข้าใส่ร่างทั้ง 2 นัดแล้ว นัดเล่า กระสุนทะลุร่างทั้ง 2 ไป จนกระสุนหมด
หัวหน้าแก๊งตาเหลือกลาน ร่างปีศาจทั้งสองก้าววูบเดียวก็ถึงตัว ทั้งสองร่างยืนมือออกรุนร่างมันถลาไปคุกเข่า ณ หลุมตรงกลางมีกลุ่มควันพุ่งขึ้นจากหลุมกลาง แล้วรวมตัวกันเป็นร่างระเหิดระหง ด้วยภูษาพัสตราภรณ์ ผมเกล้าสูงปักดอกไม้คำ ดวงหน้างดงามพิลาสพิไล พลันยิ้มแย้ม
หัวหน้าแก๊งตกตะลึงจังงัง ลูกน้องขี้กลัวคนเดียวที่ยังไม่ตาย เอามือกุมหัว เลือดไหลโชก ยันตัวขึ้นแล้วมองดูภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึง
ร่างของนางบริวารทั้งสองขยับถอย หัวหน้าแก๊งเป็นอิสระ เหมือนได้สติกลับคืน มันคว้าปืนของลูกน้องที่ตกอยู่ระดมยิงใส่ร่างตรงหน้า ลูกกระสุนทะลุร่างไป
หัวหน้าแผดร้องดังก้อง “ผีไม่มีในโลกโว้ย ผีไม่มีในโลก”
ลูกน้องขี้ขลาดยิ่งหวาดหวั่น
ใบหน้างามนั้นกลายเป็นโกรธกริ้ว สภาพกลายเป็นปีศาจ ดวงตาเบิกโพลง ปากแสยะ
ร่างหัวหน้าแก๊งผงะหงาย ลอยขึ้นกลางอากาศ พุ่งหวือไปกลางห้อง ลูกน้องขี้ขลาดมองตาม
ร่างงดงามสยองขวัญ จ้องมองดวงตาเจิดจ้า
ทันใดนั้น ร่างหัวหน้าแก๊งก็คล้ายระเบิดจากภายใน เศษเลือดเนื้อกระเด็นไปทุกทิศทาง เศษเลือดเนื้อตกพรูลงบนร่างลูกน้องขี้กลัว มันแผดร้องสุดเสียง
ใบหน้าปีศาจนั้นมองมา แล้วจางลงเป็นใบหน้างดงามดังเดิม

เวลาเดียวกันนั้นเจ้าเก็จถวา ผวาลุกขึ้นนั่งบนเตียง หน้าเผือดซีด เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดพราย

 คุ้มนางครวญ
คุ้มนางครวญ

บริเวณหน้าคุ้มร้าง ร่างงดงามของ เจ้านางยอดหล้า ก้าวมามองดูรอบกายอย่างแปลกใจ ร่างสองนางบริวารตามติด

“ทำไม ทำไมถึงเป็นเช่นนี้”
“มันผ่านมาเนิ่นนานเหลือเกินเจ้า” ผันว่า
เผื่อนบอก “เราถูกขังอยู่เป็นร้อยปี”
“ทุกสิ่งแปรเปลี่ยนไปแล้ว” ผันเสริม
“ทุกผู้คนล้วนจากไปแล้ว”
ร่างงามพลันโกรธขึ้งขึ้นมาถึงขีดสุด
“ไม่…ทุกสิ่ง ทุกอย่างของข้าต้องคืนกลับมา”
ยอดหล้าพลันยื่นมือไปยังพื้นดินเบื้องหน้า
“วายุ จงกลับมาหาข้า”
ขาดคำ ดินเบื้องหน้านั้นขยับ เหมือนมีวัตถุขนาดใหญ่อยู่ภายใต้ ยอดหล้ามองดู ปากค่อยๆ คลี่ยิ้มออก 2 นางบริวารมองดูอย่างพิศวง
ทันใดนั้น ดินเบื้องหน้าก็ปริแยก มีเงาดำใหญ่พุ่งขึ้นมา พร้อมกับเสียงร้องดังกึกก้อง

ด้านเจ้าเก็จถวานั่งบนโซฟาในโถงรับแขกของคุ้มใหญ่ ตาทองคุกเข่าอยู่ที่พื้น
“ฉันไม่วางใจ ตาทอง แกไปตามมหาจรวยมาเดี๋ยวนี้”
“โธ่ นี่มันตีสามแล้วนะ แม่เจ้า”
เจ้าเก็จถวาเสียงเขียว “ฉันบอกให้ไปก็ไป ไป”
ตาทองเลิกอิดออดลุกขึ้นออกไป เจ้าเก็จถวานั่งอย่างร้อนรน แล้วรู้สึกประหลาดก้มมอง เห็นที่พื้นมีหมอกควันจางๆ ลอยเรี่ยพื้นมาเป็นสาย เจ้าเก็จถวาขยับเท้าหนี
ทันใดนั้นมีเสียงซึงแว่วมาเบาๆ เจ้าเก็จถวาตาเบิกกว้าง เหลียวขวับไปมองท่าทีตื่นตระหนก

เสียงซึงดังมากขึ้น เจ้าเก็จถวาก้าวเข้ามาในห้องสมุดใบหน้าซีดเผือด แสงจันทร์ส่องเข้ามาเป็นลำ ทาบลงบนกล่องสี่เหลี่ยมแบน เสียงซึงดังมาจากกล่องนั้น
เจ้าเก็จถวายื่นมือที่สั่นระริกไปเปิดกล่องออก เสียงซึงดังกึกก้องขึ้น เจ้าเก็จถวาตาเปิดกว้าง
ในกล่องนั้นมีซึงโบราณ รูปทรงงดงามมีรอยแกะสลักเสลา ที่เส้นสายของซึงมันดีดไหวด้วยตัวเอง

ถนนโรยกรวดเป็นทางยาว 2 ข้าง มีต้นไม้ใหญ่หนาทึบ เหมือนเป็นทางที่ถูกปิดตายไม่มีใครใช้สัญจรมาเนิ่นนาน
เจ้าเก็จถวาถือผ้าไหมผืนงามห่อพันซึงไว้ราวของเลอค่า เดินมาตาทางสายนั้น สภาพเหมือนครึ่งรู้ตัวครึ่งอยู่ในภวังค์สายใจแหวกกิ่งไม้ก้าวมาพลางร้องเรียก
“แม่เจ้า แม่เจ้าเจ้า แม่เจ้าจะไปที่ใดเจ้า”
เจ้าเก็จถวาชะงักยืนนิ่งแล้วค่อยๆ หันมามองสายใจ สายใจก้าวมาใกล้เห็นสีหน้าหวาดหวั่นขอความช่วยเหลือก็ยิ่งงุนงง พริบตาเดียวเจ้าเก็จถวาก็กลับดูเลื่อนลอยขึ้นมาใหม่ มีเสียงม้าร้องแต่ดังกึกก้องประหลาดมาแต่ไกล แล้วก็มีเสียงฝีเท้ามาดังใกล้มา สายใจทั้งกลัวทั้งพิศวงมองดู
ที่ปลายถนนมีกลุ่มควันลอยคลุ้ง แลเห็นม้าสีดำตัวมหึมาลากรถม้าคันเล็กวิ่งมาจากกลุ่มควัน สายใจมองดูแล้วผงะ
ม้าตัวนั้นดวงตาเรืองแสงเป็นเปลวไฟเรื่อเรือง ขนแผงคอของมันก็ไหวสะบัดเป็นเปลวไฟสีเหลืองอมเขียว ประตูรถเปิดออกเอง เจ้าเก็จถวาก้าวขึ้นไป สายใจละล้าละลัง
“แม่เจ้า อย่าไปเจ้า อย่าไป”
ม้าปีศาจลากรถตีวงกลับมาหา สายใจอยู่ตรงหน้ามัน พลันมันพยศขู่ตัวยก 2 ขาหน้าขึ้น
สายใจผงะล้มหงายลงกระแทกต้นไม้ใหญ่สิ้นสติไป
ม้าปีศาจพุ่งหายไปในกลุ่มควัน

บริเวณกลางคุ้ม มียกพื้นสูงเป็นส่วนเชื่อมเรือนต่างๆ เจอเก็จถวาถือซึงห่อด้วยผ้าเดินมา มองไปตรงหน้า
ที่ตรงหน้ายังอยู่ในสภาพรกร้าง แทบไม่มีเครื่องเรือน มีเศษผ้าม่านผุพังกองอยุ่ มีฉากไม้ฉลุล้มคว่ำ ฯลฯ ทุกอย่างแลดูตะคุ่ม มีเพียงแสงสว่างจากแสงจันทร์
“ผัน เผื่อน จุดประทีปซิ”
ขาดคำ ก็มีแสงสว่างจากผางประทีปตรงนั้นตรงนี้ขึ้นนับสิบจุด บริเวณนั้นพลันสว่างเรืองรองขึ้น ภาพเรือนร้างเลือนหาย กลายเป็นเรือนหลังงาม เต็มไปด้วยเครื่องเรือนงดงามเอี่ยมอ่อง ยอดหล้านั่งอยู่บนตั่ง ภูษา พัสตราอาภรณ์ระยิบระยับ ทางด้านหลังมีฉากไม้ฉลุดูเหมือนทำด้วยทอง มีม่านปักผืนใหญ่กั้นส่วนต่างๆ ที่พื้น ผันกับเผื่อน หมอบกราบอยู่
เจ้าเก็จถวาเบิกตากว้างกับภาพตรงหน้า หวาดกลัวแต่ก็ยังต้องก้าวต่อไป
“เข้ามาซิ”
เจ้าเก็จถวาก้าวไปตรงหน้าแล้วย่อกายลง วางซึง แล้วหมอบกราบ ยอดหล้ามองดู
“รู้ไหมว่าข้าคือใคร”
“รู้เจ้า ท่านคือเจ้านางยอดหล้า ย่าทวดของข้าเจ้า”
ผัน และเผื่อน ยิ้มแย้มคิกคัก ยอดหล้ามีแววทั้งพอใจทั้งโกรธขึ้ง
“เจ้าดูแกเฒ่านัก เหลนของข้า”
เจ้านางยอดหล้ายื่นมือมาตรงหน้า เจ้าเก็จถวารู้ ส่งซึงให้ ยอดหล้ารับซึงมาไว้บนตักอย่างรักใคร่ผูกพัน
“ขอบใจเจ้าที่ดูแลของของข้าไว้ให้ เจ้าคงเหนื่อยยากมากซีนะ ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็หมดหน้าที่ของเจ้าแล้ว”
เจ้าเก็จถวาตาเบิกกว้าง รู้ว่านี่คือคำสั่งให้ไปตาย หญิงชรามองอย่างวิงวอนแต่ไร้ความหวัง ยอดหล้ามองอย่างเย็นชา
“ของทุกอย่างที่ข้ามี ที่ข้าครอบครอง ที่ข้ารัก จะต้องคืนกลับมาหาข้า ส่วนเจ้า…จงพักผ่อนเถิด”
เจ้าเก็จถวาน้ำตาไหลพราก หมอบซบลงกับพื้น ภาพมลังเมลืองวูบหาย

มีเพียงเจ้าเก็จถวาหมอบอยู่ในเรือนรกร้าง และมืดมัวแห่งนี้

คุ้มนางครวญ
คุ้มนางครวญ

ที่ระเบียงด้านหลังของคุ้ม มีชานเรือนกว้างใหญ่ เปิดกว้างเห็นท้องฟ้าเบื้องบน เจ้านางยอดหล้ายืนอยู่ นางผัน นางเผื่อนอยู่เบื้องหลัง ยอดหล้าเงยหน้าขึ้น กราย 2 แขนออก เปล่งวาจาทรงอำนาจ

“นกน้อยๆ จงมา”
ทันใดบนท้องฟ้ามีฝูงนกนับร้อยบินมา คล้ายหมอกควัน บินวนอยู่เหนือระเบียงเรือน ส่งเสียง แก๊กๆ แต่ฟังดูน่าสยดสยอง
ยอดหล้ายื่นมือไป อีกาใหญ่ตัวหนึ่งบินมาเกาะบนหลังมือ ดวงตาของกาลูกเรืองเรื่อเป็นไฟ
“นกน้อยของข้า..จงบินไป..บินไปให้ทั่วทุกทิศ ทุกถิ่น ตามหายอดดวงใจของข้าให้เจอ”
อีกาปีศาจร้องแก๊กยาวราวรับค่ำสั่ง แล้วบินไปเบื้องบน
ฝูงกาปีศาจส่งเสียงร้องราวถ่ายทอดคำสั่ง แล้วบินกันเป็นหมู่สูงขึ้นไปราวม่านควัน ยอดหล้ามองตาม ดวงตาวาววับเปี่ยมหวัง

กลางดึกคืนนั้น
ฝูงอีกาปีศาจบินมาเป็นกลุ่มดำมืด ฝูงกาแยกย้ายเป็นสายไปทุกทิศทุกทาง อีกาใหญ่ดวงตาเป็นไฟบินนำฝูงกาไปอีกสายหนึ่ง
สักครู่หนึ่งอีกาใหญ่จ่าฝูงบินไปตัวเดียว มันบินอยู่มันสอดส่ายสายตามองหา แล้วบินโฉบวูบลงสู่เบื้องล่าง เป้าหมายคือคอนโดหรูในย่านธุรกิจ

ห้องนอนหรูขนาดใหญ่ในคอนโดแห่งนี้ เครื่องเรือนดูเรียบ ไม่ค่อยมีของจุกจิก แบบห้องนอนผู้ชาย บนเตียงมีหนุ่มหล่อนอนหลับไหลอยู่
ตรีภพจมสู่ภวังค์ ฝันล้ำลึก ในความฝันเห็นแต่ความมืดมิด มีกลุ่มควันรวมตัวเป็นใบหน้างดงาม
“พี่เทพ ยอดดวงใจของข้าเจ้า”
ตรีภพบนเตียงกลับมีท่าทีอึดอัด กระสับกระส่าย
ในความฝัน ดวงหน้ายอดหล้ายิ้มแย้ม
“พี่คือดวงตะวัน ข้าคือจันทรา”
ตรีภพยังคงหลับใหล
ที่ผนังกระจกบนระเบียงกว้าง อีกาปีศาจเกาะนิ่งอยู่บนขอบระเบียง ดวงตาลุกเป็นเปลวไฟมองดูตรีภพนิ่ง

โฮมออฟฟิศบริษัทละครของฐาปกรณ์ เป็นตึกเล็กๆ ของหมู่บ้านที่มีออฟฟิศอยู่เต็ม เรียงต่อกันเป็นทิวแถว ที่ด้านหน้าเป็นลานจอดรถกว้างของส่วนรวม
รถสปอร์ตรุ่นล่าคันหนึ่งเลี้ยวมาจอด ความหรูหราทำให้คนในลานจอดรถพากันเหลียวมอง
ประตูรถสปอร์ตเปิดออก ตรีภพแต่งตัวลำลองสวมแว่นดำก้าวลงมาจากรถ แต่ถึงกระนั้น บรรดาชะนีในลานจอดก็ร้องกรี๊ดกันเซ็งแซ่
“ว้าย ตรีภพ” ชะนี 1 ตาวาว
ชะนี 2 เพ่งมอง ตาโต “อุ้ย ใช่จริงๆ ด้วย”
ตรีภาพเดินตรงไปยังออฟฟิศของฐาปกรณ์ มีบรรดาสาวออฟฟิศ นักศึกษา ชายหญิงที่มากินอาหารตึกใกล้ๆ กรูเกลียวกันมารุมล้อม มีทั้งขอลายเซ็น ขอถ่ายรูป ขอถ่ายรูปคู่กันวุ่นวาย
ชะนี 1ร้องขอ “ขอถ่ายรูปหน่อยค่ะ”
ชะนี 2 ถาม “เข้าบริษัทหรือคะ”
ตรีภพยิ้มนิดๆ ค้อมศรีษะ พูดตอบอย่างสุภาพ ไม่ถึงกับทำรื่นเริง สนิทสนมแสนดีแต่ก็ไม่ถึงขั้นถือตัว วางท่า

รปภ. ยิ้มแป้นเปิดประตูกระจกให้ตรีภพเข้ามา ส่วนล็อบบี้ของบริษัทมีเคาน์เตอร์สำหรับผู้มาติดต่อ มีพนักงานต้อนรับพูดโทรศัพท์ง่วนอยู่
ที่ฝาผนังมีโปสเตอร์ละครของบริษัทในกรอบหรูติดประดับอยู่เป็นระยะ มีเรื่องหนึ่งเป็นรูปตรีภพกับนางเอกเจ๊ดันนางหนึ่ง
พนักงานต้อนรับหญิงนางหนึ่งร้องทัก “อุ้ย คุณตรี สวัสดีค่ะ”
“ครับ สวัสดี”
มีบรรดาทีมงานละครเดินมาจากด้านใน 2-3 คน ยกมือไหว้ทักทายตรีภพอย่างมักคุ้น
ทีมงาน 1 ทักทาย “คุณตรี สวัสดีค่ะ”
ทีมงาน 2 ถามไถ่ “มาหาพี่ฐาหรือคะ”
ตรีภพยิ้ม ทักตอบ “ใช่แล้ว” แล้วหันมาทางพนักงานต้อนรับ “พี่ฐาล่ะ”
“พี่ฐาเชิญให้คุณตรีภพเข้าไปที่ห้องเลยค่ะ”
ตรีภพรับคำ แล้วเดินเข้าไปด้านใน

ตรีภพเข้ามาในห้องทำงานฐาปกรณ์ ที่ค่อนข้างเรียบไม่หรูหรา มีโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เก้าอี้พนักสูง
ทางด้านหนึ่งมีบอร์ดขนาดใหญ่ บนนั้นมีแผนงานละครติดอยู่ อีกด้านเป็นทีวีจอใหญ่และเครื่องเสียง ในจอทีวีกำลังมีรายการข่าวบันเทิง
ตรีภพมองดูไปทั่ว ในห้องไม่มีใคร แต่มีเสียงดังมาจากห้องน้ำ
“พี่ฐา ผมมาแล้วพี่”
ตรีภพนั่งลงบนสตูลเล็กๆ หันหลังให้ห้องน้ำ ตาเพ่งดูจอทีวีกำลังมีข่าวแซวดารา โดยพิธีกรนางหนึ่ง ตรีภพเห็นแล้วทำหน้าเบื่อหน่าย
“ทำไมต้องบีบเสียงด้วยวะ”
มือขาวนวล มีแหวนเพชรพราวประดับอยู่ ยื่นมาปิดตาตรีภพ
“เฮ้ย” ตรีภพตกใจ
“ทายสิ ใครเอ่ย” ใครคนนั้นทอดเสียงขี้เล่น
ตรีภพลุกพรวดขึ้นก้าวถอยหนี เห็นว่าเป็น สุชาดา หรือ มาดามสุ สาวใหญ่อดีตนางงามและนางเอกเก่า วัย 40 ซึ่งดึงทึ้งเขาไว้สุดชีวิต แถมยังใส่ชุดโชว์อกอวบ ตรีภพมีอาการอิหลักอิเหลื่อ พูดไม่ออก
สุชาดา ผู้มีสถานภาพเป็นผู้จัดละคร ทัก “อุ๊ย อะไรกันคะ น้องตรี นี่พี่สุเองนะคะ แหมทำท่ายังกะเจอผี”
ตรีภพมึน “เอ้อ…”
สุชาดาก้าวมาจนชิด เอาอกอวบเบียดแขนเขา ตรีภพสะดุ้ง ขยับถอยอีก สุชาดาทำไม่รู้ไม่ชี้
“ตาย พี่ชอบเสื้อน้องตรีจัง เนื้อดี๊ดี”
สุชาดาเอามือลูบเสื้อ ถือโอกาสลูบไล้แผงอกแกร่งไปด้วย ตรีภพทำหน้าเคร่งขยับถอยอีก
ฐาปกรณ์มาทันเวลา “อ้าว ตรีมาแล้วหรือ”
ตรีภพโล่งอกหันมาเห็นฐาปกรณ์เปิดประตูเข้ามา
ฐาปกรณ์ ชายหนุ่มอายุ 40 ปี เคยเป็นพระเอก หน้าตาเคยหล่อแต่เพราะปล่อยตัวและแต่งตัวตามสบายทำให้ดูโทรม
“ทำอะไรกันอยู่” ฐาปกรณ์มองสองคน
ตรีภพรีบบอก “เปล่านะครับ”
“อู๊ย กำลังชวนน้องตรีกินกระหรี่อยู่ค่ะ กะหรี่ปั๊บ”
สุชาดายิ้มยวน ผายมือไปที่ของว่างจากสระบุรีกลางโต๊ะ แล้วนั่งลงบนสตูล
ฐาปกรณ์เข้ามานั่งด้วย ตรีภพถอนใจนั่งลง
ทีวีมีข่าวพอดี ฐาปกรณ์ยกรีโมทเพิ่มเสียง
ในภาพข่าวเห็นสาวใหญ่ผู้บริหารช่องคนดัง กำลังให้สัมภาษณ์ มีไมค์รวมนับสิบจ่อ
“เป็นโปรเจ็คท์เผยแพร่วัฒนธรรม 4 ภาคค่ะ ทำเป็นละครมินิซีรี่ส์ 4 เรื่อง ตอนนี้กำลังวางว่า ใครเหมาะที่จะทำภาคไหน”
ฐาปกรณ์กดรีโมทลดเสียงลง ตรีภพพอเดาได้
“พี่ได้โปรเจ็คท์นี้มาหรือครับ”
“อือม์ ตอนนี้นายติดคิวเรื่องอะไรอยู่ พิศวาสซาตานหรือ” ฐาปกรณ์ถามเองตอบเอง
ตรีภพบอก “อาทิตย์หน้าก็จะปิดกล้องแล้วละครับ แล้วก็มีของคุณทิพย์แต่กว่าจะเปิดคงอีก 2-3 เดือน”
ฐาปกรณ์ ผู้กำกับการแสดงชื่อดัง สบตา สุชาดาผู้เป็นภรรยา ที่มีอาการลิงโลด
“อุ๊ยตาย งั้นก็ว่างมาเล่นให้พี่ได้น่ะซี”
ตรีภพทักท้วง “เดี๋ยวก่อนครับ ตกลงมันคืออะไรโปรเจ็คท์นี้”
ฐาปกรณ์อธิบาย “โจทย์ก็คือจะโชว์วัฒนธรรมน่ะแหละ โชว์คอสตูม สถาปัตยกรรม ประเพณีอะไรเทือกนั้น”
“พี่น่ะจับฉลากได้ทำภาคเหนือ โชคดีมากเลย นี่พี่ก็ทาบทามอาจารย์มช.กับม.พายัพไว้แล้ว เรื่องเสื้อผ้า โลเคชั่นมีฟ้อนมีรำอะไรทีนี้ง่ายหมด ดีจังเลยที่ได้น้องตรีมาเล่น” สุชาดายิ้ม
ตรีภพขมวดคิ้ว
“นี่ผมยังไม่ได้ตอบรับนะครับ นี่ผมยังไม่รู้เลยว่าเป็นเรื่องอะไร แนวไหน บทผมเป็นยังไง ต้องประกบกับใครบ้าง”
สองผัวเมีย ผู้กำกับ ผู้จัดยิ้มแห้งๆ
ฐาปกรณ์บอก “พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน อย่าว่าแต่เรื่องย่อเลย แค่ไอเดียก็ยังไม่มีซักกะนิดนึง”
ตรีภพยิ่งงง “ตกลงยังไม่มีอะไรเลย”
“มีซีจ้ะ ก็มีคอสตูม มีโลเคชั่น แล้วก็มีน้องตรีไง” สุชาดาบอก

ตรีภพทำตาปริบๆ

คุ้มนางครวญ
คุ้มนางครวญ

อพาร์ทเมนท์แห่งนี้ จากสภาพภายนอกของอาคาร พอดูออกว่าผู้เช่าอาศัยน่าจะอยู่ในระดับชนชั้นกลางค่อนไปทางหาเช้ากินค่ำ

ห้องพักหนึ่งในอพาร์ทเมนท์ แต่งเป็นแบบสตูดิโอ ทุกอย่างดูคับแคบรกเรื้อไปหมด บนโต๊ะเครื่องแป้งมีกล่องโฟมอาหารวางเกลื่อน
บนเตียงมีกองหนังสือ เสื้อผ้า บนโต๊ะมีคอมพิวเตอร์แลบท็อปเปิดอ้าอยู่ ข้างๆ มีโซฟายาวเดย์เบด มีร่างชายผู้หนึ่งนอนขดอยู่ ก่อนจะมีเสียงโทรศัพท์ดัง ชายผู้นั้นงัวเงียขึ้นมาควานหามือถือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงยีนส์ที่ถอดกองไว้ที่พื้น มองดูหน้าจอแล้วรับสาย
“ฮัลโหล ไอ้ตรีเหรอ เออ กูตกงานอยู่ ไปคุยที่ออฟฟิศพี่ฐาเหรอ เออ…ได้ เออ เจอกัน”
เขาคือ แก้ว เป็นนักเขียนบทละครโทรทัศน์ที่ขึ้นชื่อว่าติสท์จัด แก้ววางโทรศัพท์ลง เห็นชัดว่าที่จริงเขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี เพียงแต่ไม่เอาใจใส่ตัวเอง หนวดเคราไม่โกน และเหมือนไม่ได้อาบน้ำสระผมมาหลายวันด้วย แก้วยังคงนั่งซึมกะทือสักพัก คล้ายวิญญาณยังไม่กลับเข้าร่างดี

ตอนเย็นวันเดียวกันนั้น ในร้านกาแฟหรู แต่ไม่ค่อยมีลูกค้า ที่โต๊ะด้านในของร้านตรงมุมค่อนข้างลับตาผู้คน ตรีภพนั่งอยู่กับแก้ว สภาพแก้วดูดีกว่าเมื้อกี้เล็กน้อย
“ตกลงเอ็งรับเขียนแน่หรือวะ งานนี้”
“รับซีวะ กำลังจะอดตายอยู่แล้ว”
“พี่ฐาให้เวลาเอ็งเดือนเดียว จะทำได้หรือวะ”
“ใครว่าเดือนเดียววะ 3 วันนี่ต้องส่งเรื่องย่อ อีกอาทิตย์นึงต้องส่งทรีตเมนท์ 12 ตอน แล้วต้องลงบทเลย”
“ปรกติเรื่องนึงเอ็งเขียนเป็นปี คราวนี้เอ็งจะไหวเหรอ” ตรีภพฉงน
“ข้ากลับตัวกลับใจ เลิกติสท์แล้วโว้ย”
“อือม์…” ตรีภพมองไปยังประตูทางเข้า “ไอ้หมอ ทางนี้”
ตรีภพโบกมือให้ ชายหนุ่มแนวตี๋หล่อใส่แว่น แต่งตัวสุภาพเดินมา
เป็นหมอตฤณ เพื่อนในกลุ่มนั่นเอง ตฤณทัก “ไง ไอ้ตรี ไอ้แก้ว”
“สบายดี ไอ้ตีน” แก้วเย้า
“ตฤณโว้ย…ถ้าลำบากนักก็เรียกหมอเถอะวะ”
“เออ ไอ้หมอตีน” แก้วไม่ยอม
ตฤณออกอาการ เป็นเชิงฝากเอาไว้ก่อน พนักงานเข้ามาเสิร์ฟน้ำ พลางคิกคักชื่นชมดารา ตฤณสั่งกาแฟเพิ่ม 1 ที่ พนักงานเสิร์ฟออกไป
“ไง วันนี้นัดเจอเนื่องในโอกาสอะไร”
“ไอ้ตรีมันจะเลี้ยงฉลองที่ข้าเขียนบทละครเรื่องใหม่ให้มันเล่น” แก้วมัดมือชก
“ข้าพูดตั้งแต่เมื่อไรวะ” ตรีภพงง
“ละครเรื่องอะไรวะ” ตฤณซัก
“ตอนนี้เป็นความลับว่ะ บอกอะไรไม่ได้ ชื่อเรื่องอะไรก็ไม่มี เรื่องย่อเป็นยังไงก็ไม่มีใครรู้” แก้วบอก
ตฤณงง “คืออะไรวะ”
“ก็คือเป็นโปรเจ็คท์ที่ไม่มีอะไรซักอย่าง มีโจทย์ข้อเดียวให้เป็นเรื่องทางเหนือ โชว์ผ้าพื้นเมือง กับวัฒนธรรม”
“เออ ก็ถูกคนแล้วนี่หว่า ไอ้แก้วเองก็คนเหนือ แถมมีเชื้อเจ้าด้วย” ตฤณว่า
แก้วทำหน้าเซ็ง
“ข้ามันเจ้าปลายแถวโว้ย ปู่ข้าตะหากที่เป็นเจ้า แต่มีเรื่องกับทวดเลยตัดขาดกับทางโน้น ถึงขั้นตั้งนามสกุลขึ้นใหม่”
“เออ ทำแนวเจ้าฮะก็ดีนะโว้ย” ตฤณบอก
“ดียังไงวะ” ตรีภพงง
“อ้าว ก็เอานางเอกเอ็กซ์ๆ มารัดอกปลอมเป็นผู้ชาย แล้วมาชอบกับพระเอก พระเอกก็เลยคิดว่าตัวเองสับสนทางเพศ” ตฤณกัด
“ไอ้หมอ…อย่าเอาเรื่องจริงของเอ็งมาให้ข้าช่วยโปรโมทซีวะ”
ตฤณสะดุ้ง ตรีภพหัวเราะ มีโทรศัพท์เข้า ตรีภพกับตฤณคว้ามือถือมาดู ตรีภพรับสาย
“ครับพี่..ตรีครับ…อ๋อ เย็นนี้นัดเพื่อนไว้ครับ”

พอตรีภพวางสายมองดูหน้าตฤณและแก้ว
“ยังไง” ตฤณถาม
“งานอีเว้นท์ว่ะ ขอความช่วยเหลือเร่งด่วน ให้ไปแทนอ้น”
“อ้นไหนวะ อ้นปากแดงน่ะหรือ” แก้วคาใจ
ตรีภพพยัก “เออ งานเปิดตัวสินค้าอะไรซักอย่าง”
“แล้วเรื่องไปกินอะไรกันนี่จะแคนเซิลหรือ”
“ไม่ต้องแคนเซิลพวกเอ็งก็ไปกันก่อน พอเสร็จงานข้าจะรีบตามไป ไปล่ะ”
ตรีภพลุกขึ้นเดินไป แก้วกับตฤณมีท่าทางคุ้นชิน ไม่สนใจนัก

รถสปอร์ตของตรีภพแล่นมาตามถนน จนรถแล่นมาติดไฟแดงตรงสี่แยก ในรถตรีภพมีบทละครปึกใหญ่วางอยู่บนเบาะข้างๆ ตรีภพหยิบขึ้นมาอ่านออกเสียง
“พวกผู้หญิงพวกนี้มันก็อยากเหมือนกันแหละวะ เสนอมาก็สนองให้ มันก็สนุกด้วยกัน ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบซักหน่อยนึง แล้วจะมาเรียกร้องให้รับผิดชอบอะไร”
ตรีภพลดบทลงทำหน้าเบ้
“โอ้โห ไอ้พระเอกมันโคตรเลวเลย”

สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว ตรีภพวางบทออกรถพุ่งไป

คุ้มนางครวญ
คุ้มนางครวญ

 

หมู่อาคารแนวพาวิลเลียนรูปทรงทันสมัยของศูนย์การค้าหรูอวดตัวอย่างโดดเด่นในย่านกลางเมือง และที่นี่มีโรงหนังมัลลิเพล็กซ์อยู่ด้วยในนั้น
ในตอนเย็น รถเก๋งยี่ห้องฮิตแต่ราคาปานกลางแล่นมาในลานจอด บริเวณที่มีที่จอดรถวีไอพี บนรถมีสาวสวย พิมพ์ดาว นุ่งกางเกงยีนส์เสื้อยืดเรียบๆ ไม่แต่งหน้า ผมรวบไว้ลวกๆ มองดูเห็นที่จอดรถวีไอพีมีที่ว่างก็หักรถเข้าไป
มีเสียงเป่านกหวีดปริ๊ด พร้อมกับมี รปภ. หน้างอก้าวมาขวางเอามือตบกระโปรงรถโครมหญิงสาวสะดุ้งเฮือกเหยียบเบรก
พิมพ์ดาวร้อง “เฮ้ย” แล้วเลื่อนกระจกรถลง รปภ.หน้างอหน้าคว่ำ ก้าวยืนข้างรถ
“จอดไม่ได้ ที่นี่สำหรับดาราที่มางาน”
พิมพ์ดาวบอก “ก็ฉันไง ฉันต้องมาแสดงในงาน”
รปภ. มองดูแล้วทำหน้าไม่เชื่อถือ
“อย่ามาเนียนๆ ดาราเมืองไทย ผมรู้จักทุกคน”
พิมพ์ดาวโมโห
ทันใดนั้น รถตรีภพก็พุ่งปราดมาเลี้ยวขวับเข้าซองที่พิมพ์ดาวหมายตาไว้ รปภ.มองดูเห็นรถสปอร์ตก็ยิ้มร่า
“เห็นไหม ดาราต้องขับรถหรูๆ แบบนี้”
พิมพ์ดาวมองตาม เห็นตรีภพเดินหล่อลงมาจากรถ รปภ.มีอาการปลื้มเกินงามจนหลุดสาว
“อ๊าย… ตรีภพ”
รปภ. วิ่งถลาไปโค้งต้อนรับตรีภพ ทำอาการต้อนรับขับสู้เต็มที่ พิมพ์ดาวหน้าหงิกมองดูตรีภพแล้วอารมณ์เสีย
ตรีภพเดินข้ามถนนเพื่อไปยังอาคาร พิมพ์ดาวพลันออกรถพรวดพุ่งใส่ ตรีภพหันมามอง พิมพ์ดาวแกล้งเบรคเอี๊ยดให้กันชนจ่อ
ตรีภพฉุน “อ้าว ขับรถดีๆ ซีครับคุณ”
รปภ. ตาเขียว วิ่งมาประดับประคองตรีภพไป ตรีภพมองพิมพ์ดาว ถูกพิมพ์ดาวเชิดใส่ แล้วออกรถเอี๊ยดรถพุ่งปราดไป

ที่หลืบใต้บันไดเลื่อนของล็อบบี้โรงหนัง มีการกั้นเป็นห้องแต่งหน้าแต่งตัว รวมทั้งเป็นที่ซ้อมการแสดงเสร็จสรรพ
ตรีภพนั่งอยู่หน้ากระจกเงา เบิร์ดเจ้าแม่อีเว้นท์เข้ามาขอบอกขอบใจและบรีฟงาน
“น้องตรี น้องตรีขา ถ้าพี่ไม่ได้น้องตรีมาช่วย อีเจ้าของสปามันฆ่าพี่ตายแน่ค่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ แล้วทำไมอ้นมาไม่ได้ละครับ” ตรีภพแปลกใจ
เบิร์ดเท้าสะเอวค้อนลมค้อนแล้ง แล้วเปิดปากเม้าท์
“มันไปนอนให้หมอจิ้มมาน่ะซีคะ แต่ไม่รู้จิ้มกันอีท่าไหน ตอนนี้คิ้วมันเลิกไปถึงขมับ ปากก็เบี้ยวเป็นชายน้อย”
ช่างหน้า ช่างผม หัวเราะคิกคักอยู่ข้างหลัง เบิร์ดหันไปถลึงตาใส่
“แล้วผมต้องทำอะไรบ้างครับ”
“ไม่มีอะไรยุ่งยากเลยค่ะ แค่น้องตรีถอดผ้าลงไปในอ่างแก้ว แล้วก็มีสาวๆ มาอาบน้ำให้”
ตรีภพตกใจ ตาเบิกกว้าง “หา อะไรนะครับ”

พิมพ์ดาวเดินมาที่ส่วนห้องแต่งตัว สตาฟอีเว้นท์คนหนึ่งออกมาขวางไว้
“เข้าไปไม่ได้ค่ะ”
พิมพ์ดาวบอกนิ่งๆ “พี่ หนูเอง พิมพ์”
สตาฟมองๆ “ว้าย นี่หนูพิมพ์ดาวเหรอ ต๊าย หน้าตาไม่แต่งใครจะไปจำได้”
พิมพ์ดาวเซ็ง

พิมพ์ดาวก้าวเข้าไปในห้องแต่งตัว เห็นตรีภพยืนประจันหน้ากับพี่เบิร์ด
“ผมยอมได้แค่นี้ครับ แต่ถ้าพี่อยากให้มันเอ็กซ์มากกว่านี้ผมก็ต้องขอถอนตัว”
พิมพ์ดาวมองตรีภพแล้วเบ้ปากทำนองว่า “พระเอกใหญ่ เรื่องมาก”
“ได้ค่ะ ได้ ได้ อะไรที่น้องตรีไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ”
พี่เบิร์ดหน้างอหงิกหันมาเห็นพิมพ์ดาวก็เจอที่ลง
“ต๊าย แม่พิมพิลาไล เพิ่งจะเสด็จมาหรือยะ”
ตรีภพหันมามอง พิมพ์ดาวยิ้มกับเบิร์ด
“หนูมาตั้งเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วค่ะ แต่มีพวกเส้นใหญ่แย่งที่จอดรถ หนูต้องไปวนหาที่จอดอยู่ครึ่งชั่วโมง”
“เอ้ามานี่มาซ้อมก่อน น้องตรีรู้จักพิมพ์ดาวแล้วใช่ไหม”
ตรีภพมองพิมพ์ดาว พิมพ์ดาวปากยิ้มแต่ตาขุ่น
“ไม่ต้องแนะนำหรอกค่ะ เสียเวลาซ้อมเปล่าๆ”
เบิร์ดหันไปเรียกสาวสวยที่เป็นนางรองกึ่งนางร้ายอีกนาง กับแดนเซอร์อีก 2 นางเข้ามารวม เบิร์ดบรีฟงาน
“คือยังงี้นะคะ น้องตรีเป็นมหาราชา น้องแพทกับพิมพ์ดาว เป็นเจ้าหญิงพระชายาซ้ายขวา ส่วนหล่อนอีก 2 คนเป็นนางกำนัล”
แดนเซอร์รับ “อ๋อ เป็นขี้ข้า”
น้องแพทเข้ามา ทำตาเล็กตาน้อยแล้วเอียงอายกับตรีภพ พิมพ์ดาวเซ็ง

เวลาต่อมาพิมพ์ดาวแต่งชุดเจ้าหญิงอาหรับ เปิดเผยส่วนอกและหน้าท้องแลดูเซ็กซี่มีระดับมาก ผิดกับน้องแพทที่กว้านอกขึ้นมาทะลักล้น ส่วนแดนเซอร์ 2 นางนั้น แทบเป็นบิกินี่แต่มีผ้าบางคลุมร่าง พี่เบิร์ดดูความเรียบร้อย
“เอ้า พวกหล่อนเตรียมไปสแตนด์บาย”
น้องแพท สองแดนเซอร์ กับพี่เบิร์ดออกไปนอกห้องแต่งตัว มีช่างผม ช่างหน้าตามไป ซับหน้าปัดแก้มเพิ่ม ในห้องเหลือเพียงพิมพ์ดาวกับตรีภพ พิมพ์ดาวนั่งลงหน้ากระจกเงาแล้วปัดแก้มเพิ่ม
ตรีภพอยู่ในชุดมหาราชามีผ้าโพกหัวปักอัญมณี และขนนกวางไว้ข้างๆ มองดูพิมพ์ดาว พึมพำกับตัวเอง
“ยายนี่ นั่นเอง พอไม่แต่งหน้าก็ไม่รู้ว่าใคร”
พิมพ์ดาวมองดูเงาในกระจกเห็นตรีภพมองก็เชิดหน้า
“มาเหล่ฉันทำไม เชอะ”
ตรีภพเห็นท่าทีก็ทำเย็นชา ขยับหันไปทางอื่น แล้วคว้ามือมาฟังเพลงคลายเครียดปากก็ท่องบท
“พวกผู้หญิงพวกนี้มันก็อยากเหมือนกันละวะ เสนอมาก็สนองให้มันก็สนุกด้วยกัน”
พิมพ์ดาวชะงัก ตรีภพไม่รู้ว่าตัวเองเสียงดังไปจนถึงพิมพ์ดาว
“ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบซักหน่อยนึง แล้วจะมาเรียกร้องให้รับผิดชอบอะไร”
พิมพ์ดาวเข้าใจว่าตรีภพพูดโทรศัพท์กับเพื่อน ก็นึกรังเกียจขยะแขยง
ตรีภพมองมา เห็นพิมพ์ดาวชักสีหน้าก็งงๆ แล้วทำท่าเย็นชาตอบ

พิมพ์ดาวเมินมองไปสบตาตัวเองในกระจกเงา นัยน์ตาของหล่อนเป็นประกายวาววาม คล้ายมีแววอยากสั่งสอนชายชั่วคนนี้!

อ่านต่อ คุ้มนางครวญตอนที่ 2

 

 

 

ขอขอบคุณบทละครออนไลน์จาก http://www.manager.co.th/

 

 บทละครคุ้มนางครวญ, ละครคุ้มนางครวญ, อ่านละครออนไลน์, อ่านละครออนไลน์คุ้มนางครวญ, อ่านคุ้มนางครวญออนไลน์,คุ้มนางครวญ,คุ้มนางครวญคุ้มนางครวญออนไลน์

 

 

คลิปย้อนหลังคุ้มนางครวญ ทุกตอน

 

คุ้มนางครวญ, อ่านละครออนไลน์
- 2014-01-14 2:43:52 โพสต์โดย : zoomza 1,803 ดูละครย้อนหลัง