เรื่องย่อ ฟ้าจรดทราย ละคร ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 7/3

เรื่องย่อ ฟ้าจรดทราย ละคร ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 7/3

ฟ้าจรดทราย เรื่องย่อ จากบทประพันธ์ชื่อดังของ โสภาค สุวรรณ เป็นละครที่มีการเตรียมการณ์แบบมาราธอนอีกเรื่องหนึ่งสำหรับวิก 7 สี ทีวีเพื่อคุณ และดาราวิดีโอฯ เตรียมนำมาลงจอให้ชมโดยบทพระเอกเป็นพระเอกเมียสวยอย่าง ”ตุ้ย” ธีรภัทร์ สัจจกุล ประกบ ”ขวัญ” อุษามณี ไวทยานนท์

ฟ้าจรดทราย ช่อง 7
ฟ้าจรดทราย  บทประพันธ์ โสภาค สุวรรณ
ฟ้าจรดทราย บทโทรทัศน์
ฟ้าจรดทราย  ค่ายดาราวิดีโอ
ฟ้าจรดทราย นำแสดงโดย
ตุ้ย ธีรภัทร์ สัจจกุล ในละครฟ้าจรดทราย
ขวัญ อุษามณี ในละครฟ้าจรดทราย
เอมี่ มรกต กิตติสาระ ในละครฟ้าจรดทราย

เรื่องย่อ ฟ้าจรดทราย
เรื่องย่อ ฟ้าจรดทราย

เรื่องย่อ ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 7/3

ภายในกระโจมที่ประทับขององค์อาหเม็ด เจ้าชายอับดุลลาแห่งอิชฟาอัคทูลถามขึ้น

“ผู้หญิงต่างชาติคนนี้เป็นใครพ่ะย่ะค่ะ น่าสนใจ”
“อ๋อ เรื่องราวเป็นอย่างนี้”
ภาพจำในวันที่มิเชลล์มาเข้าเฝ้าในวันแรกที่มาผุดขึ้นมาในห้วงคิดองค์อาหเม็ด ตามด้วยเหตุการณ์ตอนที่มิเชลล์เข้าเฝ้าก่อนเจ้าชายโอมานจะก่อการกบฏ
“น่าเสียดายพ่ะย่ะค่ะ ที่เจ้าพี่ไม่ได้นางสนมต่างชาติคนนั้น เขาว่าผู้หญิงฝรั่งเศสมีเสน่ห์รุนแรง สง่างามและอ่อนหวาน ทรงเสน่ห์ หม่อมฉันคิดว่าชารีฟจะทนแม่คนนี้ยั่วยวนไม่ไหวมากกว่าพ่ะย่ะค่ะ” อับดุลลาว่า
“ผิดถนัด” องค์อาหเม็ดทรงโบกพระหัตถ์ให้ทหารออกไป
นายทหารคนอื่นๆ ที่ยืนเฝ้าถวายอารักขา พากันถอยลงไปทีละคน
“เจ้าพี่รับสั่งว่า ทรงทำพิธีรับเป็นนางสนมแล้ว ชารีฟทราบหรือเปล่า”
“เขารู้ แต่พี่ยังไม่ได้ฉลอง”
“ทรงโปรดถึงกับจะฉลองประทานเชียวหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ผู้หญิงคนนี้มีสมองที่ฉลาดเฉลียวดียิ่งกว่าความงามของนาง”
“ชารีฟไม่ควรจะฮุบเสียเอง ในเมื่อทรงรับไว้แล้ว ถึงจะได้ข่าวสิ้นพระชนม์ นางก็จะเป็นหม้ายตามประเพณี” อับดุลลาทูลอีก
“หญิงสาวกับชายหนุ่มเหมือนไฟกับน้ำมัน ใกล้กันมีแต่จะกระพือโหมกำลังให้ร้อนยิ่งขึ้น ต้องชมชารีฟว่าเก่งมากกว่า ที่จับผู้หญิงคนนี้ได้”
“เจ้าพี่รับสั่งคล้ายกับว่านางผู้นั้นถือตัวนัก”
“ก็เป็นเช่นนั้น โตกับศาสนาและแม่ชี พี่ได้นางเพราะบังคับ แต่ชารีฟจะได้นางเพราะอะไร พี่ไม่รู้” สีพระพักตร์กษัตริย์ ฉายแววตรึกตรอง “แต่…ก็ไม่อยากรู้นักหรอก”
ชารีฟเข้ามาพอดี
“รับสั่งให้หาข้าพระองค์”
“พักผ่อนแข็งแรงแล้วนะชารีฟ”
“พระเจ้าค่ะ เป็นพระกรุณา”
“พร้อมที่จะทำงานสำคัญแล้วนะ”
“พร้อมแล้วพระเจ้าค่ะ”
“มีเรื่องสำคัญมากจะบอก ในขั้นต้อนนี้ก่อนข้อหนึ่ง อย่าเอาหนวดเคราออก ข้อสอง…” พระองค์นิ่งไปอึดใจ “หัดใช้ มีด-วง-เดือน ให้เก่ง”
ชารีฟฉงน “มีดวงเดือนหรือพระเจ้าค่ะ”
“รู้ใช่มั้ยว่าใครในแผ่นดินฮิลฟาราที่เชี่ยวชาญการใช้มีดนี้”
“กษัตริย์โอมาน” ชารีฟว่า
“ใช่.. มัน.. กษัตริย์โอมาน” น้ำเสียงองค์อาหเม็ดเยาะหยัน “และคนต่อไปที่ต้องเก่งไม่แพ้โอมานคือเจ้า ชารีฟ ผู้สืบบัลลังก์อันดับที่ 5 แห่งฮิลฟารา”
ชารีฟมองอย่างพิศวงมาก
“อย่าถามเหตุผล ทำตามที่ข้าสั่ง เก็บเครานั้นไว้ก่อน แล้วไปหัดใช้มีดวงเดือนให้เก่งที่สุดเท่าที่เจ้าสามารถจะเก่งได้”

บริเวณลานกว้างริมน้ำตก ซึ่งมีธารน้ำไหลสำหรับให้คนมาตักนำไปใช้ ชารีฟกำลังหัดรำมีดวงเดือนและซ้อมฟันด้วยมีดนี้อยู่ตรงนั้น ครูสอนบอกเทคนิควิธีการต่างๆ อย่างชำนาญ ชารีฟพยายามเรียนรู้อย่างตั้งใจที่สุด สีหน้ามุ่งมั่น มือที่กวัดแกว่งดูแข็งแกร่ง สอดรับกับขาที่เหยาะย่างอย่างแข็งแรง เหงื่อหยดพร่างพรูเต็มใบหน้าและชุ่มหนวดเครารุงรัง
ถัดมานายพลมุสกัต การิมและ เจ้าชายอับดุลลาห์ ยืนดูกันอยู่ การิมยืนถอยหลังไปนิดหนึ่ง ถามด้วยท่าทางนอบน้อม
“เหตุใดชารีฟจึงต้องเรียนวิธีใช้มีดวงเดือน”
“เพื่อจะได้มีฝีมือทัดเทียมเจ้าชายโอมานในวันหนึ่ง” มุสกัตบอก
“ท่านนายพลหมายความว่า ชารีฟอาจจะต้องต่อสู้กับองค์โอมานอย่างนั้นหรือ” อับดุลลาห์สงสัย
“ข้าพระองค์ยังไม่ได้วางแผนอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่องค์อาหเม็ดคำนึงว่าการใช้มีดวงเดือนนั้นเป็นอาวุธที่เชี่ยวชาญขององค์โอมาน และในการนำราชบัลลังก์คืนมาจากองค์โอมาน ชารีฟอาจจะต้องเผชิญหน้ากับองค์โอมานไม่วันใดก็วันหนึ่ง จึงมีพระบรมราชโองการให้ชารีฟหัดใช้มีดวงเดือน”

แววตาของนายพลชราครุ่นคิด

 

มิเชลล์ก้าวเข้าไปในกระโจมที่ประทับพระชายา ด้วยฝีเท้าเบาๆ พระชายาประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้พรมหนังแกะอ่อนนุ่ม มีข้าหลวง 2-3 คน ชุมนุมเลือกผ้าแพรพรรณสีสวยๆ

“เขาว่าประเทศเพื่อนบ้านเราจะเลิกใช้ผ้าคลุมหน้าสีดำแล้วเพคะ” ข้าหลวงคนแรกทูล
พระชายา หันขวับมามอง รวมทั้งนางข้าหลวงทุกคน
“ประเพณีของเราใช้มาแต่โบราณกาล ลองมาเปลี่ยนสิ ไม่ช้าไม่นาน คงจะขอเลิกประเพณีคลุมหน้าไปเลย วัฒนธรรมเหลวแหลกของไอ้พวกฝรั่งต่างชาติจะทำลายความดีงามของเราหมด” พูดไปๆ พระชายาก็ของขึ้น เสียงดังขึ้นตวาดขึ้นตามลำดับ “ประเพณีเราดีงาม ขอย้ำ เป็นประเพณีที่ดีที่งามด้วย ต้องช่วยกันรักษา ไม่ใช่ไเจ๊าะแจ๊ะกับคนแถวถนนแล้วเอามาเผยแพร่…จริงมั้ย” พระชายาจ้องตานางข้าหลวงปากดี
ข้าหลวงคนนั้นเหมือนดอกไม้ถูกน้ำร้อนลวก อับเฉาลง เงียบปากไปในทันที
พระชายาหันไปเห็นมิเชลล์ “มิเชลล์ มานี่มานั่งใกล้ๆ ฉัน”
มิเชลล์เข้ามา ทำความเคารพแล้วนั่งลง
“คนอื่นๆ ออกไปก่อน เอาผ้าแพรพรรณพวกนี้ไปด้วย”
ข้าหลวงขนของไปหมดแล้ว
พระชายาพิจารณามิเชลล์ พลางยิ้มๆ “ผมยาวขึ้นแล้วนะ ชารีฟน้องเราตัดผมได้เก่งมากเหมือนถูกตัวอะไรแทะ”
เพียงได้ยินชื่อเขา มิเชลล์ก็ยิ้มสว่างจนเห็นฟันทั้งปาก หน้าแจ่มใส
“เจ้ายิ้มอย่างนี้หน้าตาแจ่มใส…งามเหลือเกิน แต่…” พระชายาจับผมพิจารณาอยู่ไปมา “เอาอย่างนี้ดีกว่า”

ที่กระโจมของพวกข้าหลวง เวลาต่อมา มีนางข้าหลวง 2 คน วุ่นวายหากรรไกรไปตัดผมมิเชลล์
“อย่างนี้ได้มั้ย” นางคนแรกนี้ชูกรรไกรเล่มใหญ่ หนาขึ้นมา
“อันนั้นไว้ตัดผมเจ้าแล้วกัน” อีกนางบอก
ข้าหลวงคนแรกวิ่งวุ่นหาอีก
“เฮ้อ…ทำไมถึงจะทรงเล่นซุกซนอย่างนี้นะ” คนที่ 2 บ่นงึมงำ
“เล่นที่ไหนกัน จะเอาไปทรงตัดผมผู้หญิงต่างชาติคนนั้นจริงๆ” คนเดิมท้วง
ข้าหลวงคนที่ 3 วิ่งเข้ามา “ได้หรือยัง”
“ได้แล้ว” ข้าหลวงคนแรกบอก

สักครู่หนึ่งต่อมา กรรไกรเล่มเล็ก ปลายเรียว ในมือพระชายายกขึ้นจดจ้อง มิเชลล์หลับตา พระชายาขยับ ง้างกรรไกร แล้วถอยออกไปอีก
“เราก็ไม่เคยเหมือนกัน”
มิเชลล์ร้อง “อ้าว”
พระชายาหัวเราะขำๆ “แต่ก็จะลองนะ”
“ไม่เป็นไรเพคะ ถ้าทรงตัดแล้วเหมือนตัวอะไรอีกตัวแทะ ไว้ยาวอีกก็ลองตัดอีก”
พระชายาหัวเราะเสียงดัง “อุ้ย…” รีบปิดปากรักษากิริยา “ลืมไปว่าหัวเราะเสียงดังไม่ได้ เอ้า ตัดล่ะนะ”
จากนั้นพระชายาลงมือตัดซ้าย ตัดขวา และตัดข้างหลัง แม้จะเป็นครั้งแรก แต่ก็ตัดซอยได้อย่างแคล่วคล่อง โดยประหลาด
เสร็จแล้ว มิเชลล์เลื่อนเข้ามาดูเงาตัวเองในกระจก เห็นเป็นใบหน้าสวยสดใส ในผมทรงสั้นน่ารัก
“ฝีมือเราเป็นยังไง”
“ทรงเก่งมากเพคะ”
“ขอบใจ เออ…เราว่าจะถามเจ้าหลายวันแล้วว่าเจ้าคิดจะเรียนภาษาอารบิคบ้างไหม เราจะสอนให้”
มิเชลล์มองพระชายาด้วยดวงตาซาบซึ้งสุดๆ พลางคำนับต่ำ
“เป็นพระกรุณาเหลือเกินเพคะ ในเวลาที่ผ่านมานี้หม่อมฉันคิดอยู่ตลอดเวลาว่า หม่อมฉันควรรู้ภาษาอารบิค”
“จะสอนให้ทั้งอ่านและเขียน อยากเขียนอะไรจะได้เขียนไว้อวดน้องชายของเราในวันแต่งงาน”
มิเชลล์ก้มหน้าสีหน้าเขินอาย
พระชายาเชยคางแย้มยิ้มบอก

“ชารีฟจะได้ภูมิใจว่า เจ้าพร้อมที่จะเป็นคนของประเทศนี้ทั้งกายและใจ”

 

ในกระโจมของพระชายาอีกวันหนึ่ง พระชายาเริ่มสอนมิเชลล์อ่านตัวหนังสืออารบิค สอนให้เขียนอักษรอารบิค

พระชายาฟังมิเชลล์อ่านออกเสียงเริ่มคล่องขึ้น
ต่อมาพระชายาดูมิเชลล์ที่กำลังเขียนภาษาอารบิคเป็นประโยคยาวๆ ได้ พอเขียนเสร็จมิเชลล์ยิ้มภูมิใจ
“ต่อไปเมื่อชารีฟต้องรับหน้าที่สำคัญที่สุดในรัฐบาลขององค์อาหเม็ด เจ้าจะมีส่วนอย่างมากในการทำงานเคียงคู่น้องชายของเรา”
“หม่อมฉันรอคอยวันนั้นเพคะ”
พระชายา มีสีหน้าจดจำรำลึก มิเชลล์เงยหน้ามองว่าจะพูดอะไรต่อ
“เจ้ารู้ไหมมิเชลล์ เมื่อตอนที่เขาลอบเข้าไปบอกในฮาเร็มว่าองค์อาหเม็ดทรงพระกรุณาให้มารับตัวนั้น เราแทบจะเป็นลมเพราะความตื่นเต้นดีใจ คว้าอะไรไม่ถูก เพราะตอนนั้นสิ้นหวัง นึกว่าตายแน่แล้ว เราออกมาโดยทางใต้ดินนะ รอนแรมมาในทะเละทรายจนถึงอานาอิซามันก็ไม่ไกล แต่กลัวพวกโจร น่าขำนะ..เวลาตกยากนี่น่ะ รถยังไม่ได้นั่งเลย เราต้องนั่งอูฐ โยกเยกแทบแย่ สนมอื่นๆ ขององค์อาหเม็ดมันร้องไห้รำพันจะตามมาด้วย ต้องปลอบกันแทบแย่ว่าไปลำบาก ให้รักษาตัวให้ดี ไม่ช้าหรอกก็จะเสด็จกลับ มันก็เป็นเมียท่านคงรู้สึกเหมือนๆ กัน แต่ยามยาก คนเป็นเมียหลวงนั่นแหละที่ต้องลำบากตรากตรำอยู่ในกระโจมกลางทะเลทรายอย่างนี้” พระชายาพูดระบดระบาย
“เจ้าหญิงเสด็จพระองค์เดียว แล้วพระชายาองค์อื่น ไม่โปรดให้ตามเสด็จหรือเพคะ”
“เขาไม่กล้ามาเอง กลัวว่าจะเป็นแผนของกบฏ”
“องค์อาหเม็ดไม่ทรงกริ้วหรือเพคะ”
“ไม่หรอก….จะหาใครมีเหตุผลเท่าพระองค์ท่านไม่มีอีกแล้ว ท่านกับชารีฟเหมือนกันตรงที่เป็นคนมีเหตุผลที่สุด”

ขณะที่องค์อาหเม็ดกำลังดูแผนที่อยู่ในกระโจมที่ประทับ ดูแล้วทำเครื่องหมายสำคัญไว้ ทหารเข้ามา ถวายความเคารพแล้วกราบทูล
“เจ้าชายแห่งอิชฟาอัคขอเข้าเฝ้าพระเจ้าค่ะ”
องค์อาหเม็ดพยักหน้า นัยน์ตายังไม่ละจากแผนที่
เจ้าชายอับดุลลาห์เข้ามา ซาลามต่ำ
องค์อาหเม็ดทัก “เป็นยังไงน้องพี่”
“มีข่าวหลายข่าวของท่านอาโอมาน”
องค์อาหเม็ดสะดุดหู นิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะหันมาทางอับดุลลาห์ นัยน์ตาเย็นเฉียบ เสียงดังทันที
“ยังจะนับญาติกับมันอีกรึ มันทำขนาดนี้ยังจะนับอีกรึ”
อับดุลลาห์ตกใจ ซาลาม “ข้าขออภัยโทษ จะไม่เอ่ยนามท่าน…เอ้ย กษัตริย์โอมานอีก”
องค์อาหเม็ดนิ่ง ด้วยความสะเทือนใจไปสักครู่ “ดีแล้ว…ดีแล้วที่พูดคำว่า กษัตริย์โอมาน”
เจ้าชายอับดุลลาห์มองนัยน์ตาเป็นคำถาม
“จะได้คอยเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา ว่าพี่จะต้องเอาความเป็นกษัตริย์คืนมา ยังมีอีกหลายเรื่องนักที่ต้องทำให้ประชาชน การศึกษาเอย สุขภาพอนามัยเอย พี่ไม่คิดว่าโอมานจะทำ นี่เขาเป็นกษัตริย์ตั้ง…เกือบ 2 เดือนแล้ว เขาทำอะไรไปมั่ง”
อับดุลลาห์มองอย่างเลื่อมใส
“ข่าวของโอมาน ซึ่งพี่เชื่อว่าไม่ใช่ข่าวดี ใช่มั้ย”
“กษัตริย์โอมานกำลังติดต่อกับประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่ง เพื่อให้ประเทศมหาอำนาจนั้นช่วยเหลือด้านอาวุธ”
“นั่นไง ถึงถามว่าเคยทำเรื่องดีๆ บ้างมั้ย โอมานน่ะ ไม่รู้เลยหรือว่ามีประเทศมหาอำนาจประเทศไหนที่จะช่วยเหลือประเทศเล็กๆ อย่างเรา…ด้านอาวุธเสียด้วย..โดยไม่หวังประโยชน์อะไรตอบแทน ไม่รู้เลยหรือว่ามีกี่ประเทศในโลกนี้ที่รับความช่วยเหลือจากประเทศมหาอำนาจแล้วต้องสูญเสียอะไรบ้าง ที่สำคัญที่สุด เกียรติภูมิของประเทศก็แทบจะไม่เหลือ”
“ข้ารู้ดีว่าเจ้าพี่จะไม่มีวันปล่อยให้ฮิลฟาราต้องอยู่ในสภาพอย่างนั้น น้ำมันที่อัลเลาะห์ประทานมาให้เรา อย่าหวังว่าใครจะขุดไปง่ายๆ”
“ฮิลฟาราต้องยืนบนขาของตัวเอง ข้าขอฝากความหวังกับเจ้าและชารีฟ”

ที่ลานกว้างบริเวณริมน้ำตก อีกวันหนึ่ง ชารีฟหัดมีดวงเดือน ด้วยความตั้งใจตามเคย วันนี้เห็นชัดว่าฝีมือดีขึ้น โดยเฉพาะพวกท่ายากๆ ราชองครักษ์ทำได้สำเร็จ ครูฝึกตบมือชมเชย

วันเดียวกัน ค่ำแล้ว พระจันทร์ลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้าที่มืดสนิท เป็นคืนข้างแรมแก่ๆ แลเห็นเป็นรูปจันทร์เสี้ยวคล้ายเคียว ดูเศร้าสลด และว้าเหว่เหมือนหัวใจของมิเชลล์ยามนี้
มิเชลล์นั่งเท้าคางมองดูพระจันทร์ หน้าหมองจัด
ภาพความหลังของตัวเองกับชารีฟผ่านเข้ามาในความคิด ล้วนเป็นภาพความหลัง ในทะเลทราย ที่รอนแรมอยู่ด้วยกัน ทั้งสุขสม และทุกข์ขมที่แบ่งปันกัน
ในเวลาเดียวกันชารีฟเองก็นั่งเหม่อดูพระจันทร์อยู่เช่นกันที่หน้ากระโจม ภาพความหลังระหว่างตนกับมิเชลล์ผ่านเข้ามาในความคิด ช่างน่าประหลาด ที่สองคนคิดล้วนเป็นเป็นภาพเดียวกัน

มิเชลล์ก้มหน้าอยู่ในฝ่ามือทั้งสอง เงยหน้าขึ้นน้ำตาเต็มตา มองจ้องไปข้างหน้าเหมือนจะให้ทะลุความมืดไปจนเห็นตัวชารีฟ
ข้าหลวง 2 คนเดินกลับมาที่กระโจม
“วันนี้ไปดูท่านราชองครักษ์รึเปล่า” ข้าหลวงคนที่ 1 ว่า
มิเชลล์หยุดขยับตัว ตั้งใจฟัง
ข้าหลวงคนที่ 2 บอก “มีรึจะไม่ไป ก็ตอนเราคุมพวกทาสไปตักน้ำก็เห็นเต็มตาเขาซ้อมมีดกัน มีดนั่นนะ เล่นยากจะตาย อยู่ชายน้ำนั่นแหละ”
“โอ…ท่านงามอะไรเช่นนี้ จริงมั้ย ท่าทางองอาจ จับมีดวงเดือน…ฟันฉับ” ข้าหลวงคนที่ 1 ว่าอย่างเป็นปลื้ม
ข้าหลวงทั้งสองเดินหายไปแล้ว

สีหน้ามิเชลล์ใคร่ครวญครุ่นคิด และมีความหวังขึ้นมา

 

ที่หน้ากระโจมที่พักนางข้าหลวง เย็นวันต่อมา นางทาสรับใช้ทุกคนนุ่งห่มดำตลอดทั้งตัว คลุมใบหน้าปิดมิดชิดเหลือแต่ช่องนัยน์ตาเพื่อมองเห็น ทุกคนเทินเหยือกดินปากคอดไว้บนหัว เตรียมเดินเป็นแถวเพื่อไปตักน้ำที่ลำธาร มีนางข้าหลวง 2 คนคุมไป

มิเชลล์ ค่อยๆ โผล่ออกมาแอบดู สายตามุ่งมั่น

ไม่นานต่อมา มิเชลล์พาตัวเองมาอยู่ในกระโจมต่อหน้าพระพักตร์ของพระชายา
“พระชายาเพคะ หม่อมฉันขออนุญาตไปเดินเล่นแถวๆ ลำธาร”
“ที่นั่นไม่เหมาะกับเจ้า พวกนางทาสไปตักน้ำใช้”
“หม่อมฉันอยาก…ไปดูการประลองฝีมือเพคะ” มิเชลล์จ้องวงพักตร์พระชายา
“ดูประลองฝีมือ จะดูใครประลองฝีมือ”
“ใครก็ตามที่ประลองฝีมือด้วยมีด-วงเดือน อยู่เพคะ”
พระชายา ยิ้มในสีหน้า อย่างรู้ใจ จ้องตามิเชลล์นิ่ง
“หม่อมฉันไม่ได้คุยกับใครหรือสืบถามจากใครหรอกเพคะ เผอิญได้ยินเขาพูดกันว่ามีการประลองมีด -วงเดือนกัน”
พระชายาถามเสียงมีความหมาย “เป็นห่วงเขานักรึ”
มิเชลล์มองนัยน์ตาบอกความนัยทุกประการ
พระชายาเข้าใจดี เชยคางมิเชลล์ขึ้น “อะไรหนอจะมีอานุภาพเหนือสิ่งนี้ สิ่งที่เจ้ากำลังมีอยู่เต็มหัวใจ”
มิเชลล์ ตอบรับด้วยแววตา ด้วยสีหน้า
“อยากเห็นการประลองมากนักรึ”
“ถ้าพระชายาจะทรงพระกรุณา”
เจ้าหญิงพระชายาสรวลเบาๆ ก่อนจะตบพระหัตถ์สองสามครั้ง นางข้าหลวงเข้ามา
“พวกทาสที่จะออกไปขนน้ำเริ่มทำงานหรือยัง”
“เกือบได้เวลาแล้วเพคะ”
“ลำธารอยู่ห่างจากกระโจมของเรามากไหม”
“ไม่ไกลนักเพคะ แต่เลยเขตของฝ่ายในออกไป บริเวณนั้นใกล้กับสนามประลองฝีมือของทหาร เวลานี้ท่านราชองครักษ์กำลังฝึกซ้อมมีดเพคะ ครูเป็นชาวพื้นเมืองถิ่นนี้ ผู้บงการและกำกับการฝึกคือท่านนายพลมุสกัต”
“ดีแล้ว…หาชุดดำให้มิเชลล์สักชุดสิ พาออกไปกับเจ้าด้วย ปะปนในกลุ่มนางทาสขนน้ำ อย่าให้ใครจับได้ว่าเป็นฝ่ายในลักลอบออกมาเป็นอันขาด” พระชายารับสั่งเฉียบขาด
“เพคะ”
พระชายาหันมาทางมิเชลล์ “ไปดูให้พอใจแล้วรีบกลับมา อย่ามัวไถลไปที่อื่น”
“เพคะ”
“แต่งตัวแล้วมาให้เราดูหน่อย”
พริบตาเดียว มิเชลล์อยู่ในชุดสีดำ ชุดเดียวกับเหล่านางทาสเมื่อครู่นี้ ยืนตรงหน้าพระชายา
“รูปทรงอรชรอ้อนแอ้นอย่างนี้ จะไม่มีใครรู้เลยหรือว่านี่ไม่ใช่ทาส”

ตรงทางเดินออกจากกระโจม นางข้าหลวงเดินนำมาบริเวณนั้น มิเชลล์เดินตาม ฟาราห์ ข้าหลวงวัยกลางคน ปากร้ายใจดี เคยรักษามิเชลล์บ่นๆ
“ทหารมากขึ้นทุกวัน แต่จะล้มตายอีกมากในวันข้างหน้า ผู้หญิงจะเป็นม่าย เด็กจะขาดพ่อ ภรรยาจะขาดสามีเป็นที่พึ่ง” แล้วทำท่าอ้อนวอนพระเจ้า “ขอความสุขจงกลับคืนมาสู่พวกเราโดยเร็วเถิด”

ในเวลาต่อมาพวกนางทาสเดินกันเป็นแนวไปตามผืนทราย มุ่งหน้าไปทางลำธาร มิเชลล์ เดินตามข้าหลวง ข้าหลวงเดินเร็วมาก
พอถึงแถว ข้าหลวงก็ผลักมิเชลล์เข้าไป พร้อมกับส่งเหยือกให้
“เอ้า” ส่งเสียงอย่างรู้กันว่าแกล้งดุ “อย่ามัวเถลไถล”
นัยน์ตาของมิเชลล์ กับนัยน์ตาข้าหลวง สบตากันเป็นนัย แล้วมิเชลล์ก็เดินเข้าแถวไปทันที ทูนเหยือกไว้บนหัว เหยือกอยู่เสียเมื่อไหร่ มันขลุกไปขลิกมาจนมิเชลล์ต้องเดินเอวอ่อนตามมันไปด้วย

ตรงบริเวณลานทรายกว้างขวางร่มรื่น ดวงอาทิตย์ลอยต่ำ ใกล้ค่ำมากแล้ว
มิเชลล์อยู่ตรงนั้น สอดตามองซ้ายแล้วมองขวา แล้วเห็นหมู่ปาล์มและอินทผลัมออกลูกเหลืองจัด สวยจับตา
มีหญิงเบดูอินคนอื่นทยอยออกมาที่ริมลำธาร เพื่อมาตักน้ำไปใช้แล้ว ฉับพลันทุกคนหยุดนิ่งมองตรงไปเบื้องหน้า

ที่บริเวณลานประลองกำลัง ซึ่งเป็นลานทรายราบเรียบ ร่มรื่นด้วยหมู่ปาล์มและกอหญ้า ชารีฟกำลังฝึกประลองกำลังด้วยมีดวงเดือนกับทหารคู่ฝึก เหงื่อเต็มตัว
“มาทางนี้ค่ะ อยากจะดูการต่อสู้ก็ยืนอยู่ตรงจุดนี้แหละ เห็นชัดทีเดียว แต่อย่าเลยตรงนี้ไปนะ” ข้าหลวงบอกมิเชลล์
“อ้าว แล้วเธอจะไปไหนล่ะจ๊ะ”
“ฉันจะไปพบคนขายของทางกระโจมโน้น เจ้าหญิงรับสั่งให้เขาหาแพรสวยๆ มาขาย เขาเพิ่งจะมาจากเมืองท่าฝั่งทะเลด้านเหนือ จะนัดให้เขาเข้าเฝ้าที่กระโจมที่ประทับ” ตอบแล้วข้าหลวงนางนั้นผละไปทันที แต่ไม่ก่อนจสั่งว่า “แล้วฉันจะมารับ รออยู่ที่นี่นะ”
“จ้ะ” มิเชลล์รับคำ
ข้าหลวงเดินไปไม่กี่ก้าวก็หวนกลับมาบอกอีกว่า “อย่าอยู่นาน นักนะ ถ้าพวกทหารมาล้างหน้าที่ตาน้ำต้นทาง เลี่ยงไปให้ไกล”
“จ้ะ”
มิเชลล์เดินตรงไปข้างหน้า นัยน์ตาจ้องจับที่คนประลองฝีมือ นั่น! ใช่แล้ว ชารีฟกำลังซ้อมอย่างเข้มแข็ง มิเชลล์มองดูด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง
ด้วยความคิดถึง มิเชลล์เผลอฝันไปว่า ตัวเองออกวิ่งไปเต็มแรงจนกระโปรงปลิว มิเชลล์อยู่ในชุดขาวสวยบางเบาพลิ้วทั้งตัว ชารีฟยืนคอยในชุดซ้อมสีหน้ายิ้มแย้ม
มิเชลล์วิ่งมาเร็วจี๋ ขึ้นไปถึงตัวหยุดยืนนิ่ง หายใจหอบถี่ แล้วชารีฟก็อ้าแขนรับ มิเชลล์ผวาเข้าในอ้อมกอดแห่งรักเต็มแรง

แขนสองคู่โอบกอดซึ่งกันและกัน ใบหน้าแนบชิดกัน มิเชลล์โอบรอบคอชารีฟที่กอดประทับรับขวัญเต็มรัก

อ่านต่อ.. >> เรื่องย่อ ฟ้าจรดทราย ละคร ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 7/4

เรื่องย่อฟ้าจรดทราย ฟ้าจรดทราย

เพลง ดาวเหนือ (เพลงประกอบละครฟ้าจรดทราย)

เพลง ดาวเหนือ (เพลงประกอบละครฟ้าจรดทราย)

ละครฟ้าจรดทราย ช่อง 7, อ่านละครออนไลน์, เรื่องย่อละคร
- 2013-09-3 4:19:08 โพสต์โดย : zoomza 2,501 ดูละครย้อนหลัง