เรื่องย่อ ฟ้าจรดทราย ละคร ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 9/4

3bb

เรื่องย่อ ฟ้าจรดทราย ละคร ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 9/4

ฟ้าจรดทราย เรื่องย่อ จากบทประพันธ์ชื่อดังของ โสภาค สุวรรณ เป็นละครที่มีการเตรียมการณ์แบบมาราธอนอีกเรื่องหนึ่งสำหรับวิก 7 สี ทีวีเพื่อคุณ และดาราวิดีโอฯ เตรียมนำมาลงจอให้ชมโดยบทพระเอกเป็นพระเอกเมียสวยอย่าง ”ตุ้ย” ธีรภัทร์ สัจจกุล ประกบ ”ขวัญ” อุษามณี ไวทยานนท์

ฟ้าจรดทราย ช่อง 7
ฟ้าจรดทราย  บทประพันธ์ โสภาค สุวรรณ
ฟ้าจรดทราย บทโทรทัศน์
ฟ้าจรดทราย  ค่ายดาราวิดีโอ
ฟ้าจรดทราย นำแสดงโดย
ตุ้ย ธีรภัทร์ สัจจกุล ในละครฟ้าจรดทราย
ขวัญ อุษามณี ในละครฟ้าจรดทราย
เอมี่ มรกต กิตติสาระ ในละครฟ้าจรดทราย

เรื่องย่อ ฟ้าจรดทราย
เรื่องย่อ ฟ้าจรดทราย

เรื่องย่อ ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 9/4

ในขณะที่นางกำนัลต่างเก็บของกันเงียบๆ ท่าทีสุภาพเรียบร้อย มีระเบียบ พระชายาเก็บเครื่องประดับ มิเชลล์เปิดกระโจมเข้ามา

“มิเชลล์ เจ้าหายไปไหนมา”
“ไปที่ลำธารเพคะ”
“เรารอคอยที่จะบอกข่าวดีกับเจ้า”
“เพคะ” มิเชลล์รอฟัง
“เห็นมั้ยเขากำลังทำอะไรกัน”
“เก็บ…ของ”
พระชายายิ้มๆ ใช่แล้ว…เก็บของ”
มิเชลล์ฉงน “เก็บไปไหนเพคะ”
“ตายจริงมิเชลล์ คงไม่ได้เก็บเพื่อจะไปสวิตเซอร์แลนด์หรืออินเดียหรอกนะ เก็บไปฮิลฟาราจ้ะ” พระยาชาสัพยอก
“ฮิล…ฮิลฟา…รา เหรอเพคะ เราชนะศึกแล้วหรือเพคะ”
“ถ้าไม่ชนะ…ก็จวนจะชนะเต็มทีแล้ว”

เวลาต่อมามิเชลล์กับนางกำนัลเก็บของพลางหัวเราะต่อกระซิก มิเชลล์เคลื่อนไหวไปมาท่าทีร่าเริง ถือผ้าแล้วเต้น เอาผ้ามาแนบตัว ทำท่าเหมือนเต้นระบำแขก อีกครั้งทำท่าย้ายหน้าอยู่ไปมา แบบหญิงแขก ทุกคนอึ้งทึ่งไปเลย กำลังเต้นๆ อยู่พระชายามาข้างหลัง พวกนางกำนัลบอก ชี้ๆ ท่าทางกลัวๆ
“เป็นอะไรไป…พี่จ๊ะ ทำไมชี้อะไร”
นางกำนัลชี้อีก
“อะไร” มิเชลล์หัวเราะชอบใจ หันขวับไป แล้วจ๋อยลงไปนั่งแปะกับพื้น
พระชายายื่นมือให้มิเชลล์ มิเชลล์รับมา พระชายากับมิเชลล์เต้นระบำกันอย่างร่าเริงสดใส สุดท้ายสองคนถูกแรงเหวี่ยงไปนั่งหอบเหนื่อยทั้งคู่
พระชายาหัวเราะชอบใจ “เก็บของเร็วๆ ให้เกลี้ยงเลย เราจะได้มีที่กว้างให้เต้นระบำได้”
บรรดานางข้าหลวงทุกคนกรี๊ดกันสนั่น

เวลาเคลื่อนคล้อย พระอาทิตย์ขึ้นแล้วลาฟ้าไป มีพระจันทร์ลอยเด่นมาแทนที่ วันแล้ววันเล่า
มิเชลล์นั่งหน้าเศร้าอยู่ในกระโจม พระชายากลั้วหัวเราะอยู่ในคอ
“เราเพิ่งผ่านเวลาสนุกร่าเริงมาหยกๆ วันที่เต้นรำกัน ไม่น่าเชื่อเลยว่าวันนี้ต้องมานั่งเศร้า”
“จะเสวยอะไรมั้ยเพคะ”
“ไม่หิว บอกเจ้าว่าเจ้าสิมิเชลล์ ไม่กินไม่นอนจนตัวจะปลิวอยู่แล้ว”
“องค์อาหเม็ดเสด็จไปแล้ว ตั้งหลายวันแล้วนะเพคะ”
“เราควรจะดีใจ เพราะรับสั่งว่าจะให้พวกเราตามเสด็จไปอยู่ฮิลฟาราหมดทุกคน ถ้าองค์อาหเม็ดยังไม่เสด็จไปสิ เราก็ไม่มีวันได้ตามเสด็จไปที่ไหน เลยนอกจากอยู่ตรงนี้ฎ
มิเชลล์ยิ้มหวาน จับมือพระชายามาจูบเบาๆ “ทรงให้กำลังใจหม่อมฉันที่สุดหม่อมฉันขอบพระทัยเพคะ”

“ไม่ช้าหรอก มิเชลล์ ไม่ช้า เราต้องเชื่อมั่นในองค์อัลเลาะห์ว่าจะไม่เข้าข้างคนผิด”

 

ตรงฐานที่มั่นกองกำลังขององค์อาหเม็ดในฮิลฟารา ตอนกลางคืน ดูจากภายนอก คล้ายเป็นกองคาราวานที่ตั้งมั่นอยู่ใกล้ๆ เมืองฮิลฟาราเท่านั้น

เวลานี้นายทหารชั้นผู้ใหญ่ยืนตรง ท่าทางแน่วแน่ สายตาซื่อตรง มาจนถึงนายพลมุสกัต แล้วถึงองค์อาหเม็ดที่ยืนมองทุกคนอยู่
“เอาล่ะ พวกเรา…ในที่สุดเราก็มาถึงฮิลฟารา เท่ากับเราเข้ามาใกล้ปากเสือแล้ว โน่น โอมานอยู่ที่นั่น” องค์อาหเม็ดชี้มือไป “รอเวลาที่ชารีฟจะไปประหารชีวิต” พร้อมกันนี้กวาดสายตามองไปจนทั่ว “ส่วนพวกเรา รอคอยที่จะเข้าไปดูศพของไอ้คนทรยศ…” แล้วหันมาถามมุสกัต “ทหารของเราในร่างของคาราวานเบดูอิน อยู่ในเมืองฮิลฟาราประมาณกี่คน”
ทหารคนหนึ่ง ยศพันตรี อายุประมาณ 35-40 ปี เป็นผู้ตอบ
“คาดว่าประมาณ 5 หมื่นคน พระเจ้าค่ะ”
“เราเชื่อใจในพวกเขามาก เรารู้ว่าต่อให้เราตายต่อให้ท่านมุสกัตตายทหารของเราจะต่อสู้จนกว่าจะตายหมด ไม่มีคำว่าหนีในหมู่ของทหารอาหเม็ดที่สามแห่งฮิลฟารา”
ทุกคนฟัง
“ทหารของโอมาน เราอยากเห็นนัก มันมาเป็นทหารเพราะข้าจ้างแพงๆ ที่โอมานล่อ ไม่มีจุดประสงค์ที่จะป้องกันใครหรือทำเพื่อใคร มันทำเพื่อเงินเท่านั้น”
นายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายคน คำนับรับคำ
นายพลมุสกัต “ท่านราชองรักษ์เข้าไปในฮิลฟารานานผิดปกติแล้วพระเจ้าค่ะ”
“เรากำลังวิตกอยู่…ใครจะรับอาสาไปติดตามเรื่องนี้”
ทหารยศประมาณพันตรีคนหนึ่ง เข้ามาคุกเข่า
“อาสาทั้งที่ยังไม่รู้ว่างานนี้อันตรายขนาดไหน”
“เพื่อท่านราชองครักษ์ชารีฟ ข้าพุทธเจ้าทำได้ทุกอย่าง” ทหารอาสาคนนั้นเอ่ยขึ้น
องค์อาหเม็ดมีสีหน้าเฉยขึ้นนิด เหมือนอิจฉาแต่แล้วกลบเกลื่อนรวดเร็ว “เจ้าจงหาทางไปบอกราชองครักษ์ว่าทหารของเราทั้งหมดเข้ามาอยู่ในฮิลฟาราแล้ว รอคอยพลุสัญญาณ”
นายพลมุสกัตขัดขึ้น “ไม่จำเป็นพระเจ้าค่ะ”
องค์อาหเม็ดฉงน “ทำไม”
“เพราะแผนการให้เคลื่อนทหารแฝงตัวเป็นเบดูอินเข้ามาอยู่ในเมือง เป็นความคิดของท่านราชองครักษ์ พระเจ้าค่ะ”
“เอ๊ะ…ไม่ใช่ความคิดของท่านรึ นายพลมุสกัต”
“ท่านชารีฟ สั่งไว้พระเจ้าค่ะ แต่ไม่ให้บอกใคร”
องค์อาหเม็ดนิ่งไปนิด แล้วมีสีหน้ายิ้มแย้ม “ชารีฟน้องเราเขาช่างฉลาดหลักแหลมเกินจะคิด เอ้า..เจ้าไม่ต้องเสี่ยงอันตรายแล้ว”
“แต่ข้าพุทธเจ้าเต็มใจ ท่านราชองครักษ์ควรได้รู้ว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้วรอคอยแต่ท่านเท่านั้น”
หน้าตาของทหารอาสาคนนี้ ดูออกว่าเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์สูงสุด

สองคนอยู่ในห้องพัก สีหน้าการิมยามนี้กดดันเต็มทีแล้ว เคาะประตูแรงๆ ขณะชารีฟยังเฉยนิ่ง ใจเย็นเหมือนน้ำแข็ง
มีทหารเด็กหนุ่มหน้าตาเซ่อซ่าคนหนึ่ง เคาะประตูแล้วเปิดเข้ามา
การิมดึงแขนทหารจนหน้าคะมำเข้ามาแล้วเสยอย่างแรง เจ้าหนูทหารเด็กหนุ่มๆ หน้าเซ่อจัด กระเด็นโครมไปฟุบกับพื้น การิมตามไปขยุ้มคอกระชากขึ้นมา แต่มีมือชารีฟมาจับที่มือการิมบีบแน่นจนการิมรู้สึกตัวปล่อยมือลง

ชารีฟจ้องหน้าการิมนัยน์ตาคมกริบ การิมค่อยๆ จ๋อยลง

 

ชารีฟหันไปคุยกับทหารหนุ่มคนนั้นอย่างเป็นมิตร

“บ้านอยู่ที่ไหน”
“บ้านอยู่ยาฟาอัต” ทหารตอบ
ชารีฟนึกออก “เมืองทางเหนือสุด มาเป็นทหารได้อย่างใด”
“มาหาเงิน” ทหารบอกตามตรง
ชารีฟฟังแล้วนึกสงสาร “ได้เงินเยอะพอหรือยัง”
“มานานแล้วเพิ่งได้งวดเดียว”
ชารีฟฉงน “อ้าว แล้วทำยังไง”
“ออก…” ทหารหนุ่มหน้าสั่นระริกขึ้นมา นัยน์ตาแดงก่ำมากๆ “อยากกลับบ้านไปหาแม่” พลางก้มหน้าต่ำ เสียงสะอื้นแผ่วๆ
ต่อมาชารีฟเดินมาหาการิมคุยกันอยู่อีกทาง
“ได้ยินหรือเปล่า”
การิมพยักหน้ารับรู้ สีหน้าสลดลง
“เห็นมั้ยว่ามันน่าสงสารหลายอย่าง”
ชารีฟกลับมาหาทหารหนุ่มคนนั้น ยื่นแหวนให้วงหนึ่ง ทหารมองตะลึง
“แหวนวงนี้มีราคา เอาไปแลกเป็นเงินแล้วกลับบ้านไปหาแม่ ซื้อของไปฝากแม่ เลือกที่แม่ชอบนะ”
ทหารเด็กหนุ่มลงกราบที่พื้น ดีใจจนน้ำตาซึมแล้วเงยหน้าขึ้นมอง
การิมยิ้มแหยๆ ให้กับทหารหนุ่ม ทำหน้าไม่ถูก โมโหก็โมโห อยากง้อเขาก็อยากง้อ
“ขอโทษเจ้าแล้วกัน” การิมบอกในที่สุด
ทหารเด็กหนุ่มยิ้มกว้างขวางสบายใจมากขึ้น แล้วลุกขึ้นจะออกไปนอกห้อง
“จะบอกคนอื่นว่ายังไง” การิมถาม
ทหารหนุ่มคลำโหนกแก้มที่เป็นรอยขึ้นมา “บอกว่า…หกกะล้ม”
“ดีมาก…ไปได้”
ทหารเด็กหนุ่มเดินไปเปิดประตูก้าวออกไป ปิดประตูลง
ชารีฟมองการิมเป็นเชิงตำหนิ การิมหลบตา

ที่บริเวณถนนใกล้ๆ วังหลวง แลเห็นพวกชาวบ้านใช้ชีวิตตามปกติ เดินอยู่ตามถนนบ้าง และรถยนต์แล่นไปมา
พวกทหารกองโจรบรรดาเด็กหนุ่มบ้านนอก ที่องค์โอมานจ้างมา ถือปืนที่ใหญ่เกินตัว เดินไปมา ชาวบ้านเดินถนนอยู่บ้าง ขี่จักรยานบ้าง พ่อค้าขายของ มีชาวบ้านซื้อของกันประปราย
ทหารบางคนเดินมาเจอของถูกใจก็หยุดซื้อของ พุดคุยกันอยู่ไปมา บางคนเหล่ผู้หญิงสาวๆ แล้วเดินตามบ้าง บรรยากาศดูสบายๆ ปกติทุกอย่าง
สักพักหนึ่งมีทหารหน้าเหมือนโจร 2 คน เข้าไปซื้อของแม่ค้า พอแม่ค้าบอกราคา พวกมันเข้าไปทำท่าลวนลาม ดึงเอาตัวเข้าไปใกล้ พูดจาเย้าหยอก แต่แม่ค้าโมโหเอาอะไรบางอย่างฟาดเข้าให้
ทหารโจรโกรธ เข้าไปจับแขน แม่ค้าสะบัด เกิดการโต้เถียง หรือถึงขั้นเอาของตีกันไปมา เสียงดังเอะอะ คนแตกตื่นวิ่งไปมุงดูกันใหญ่
ระหว่างนี้ทหารอาสา ที่รับอาสาองค์อาหเม็ดเดินมาพอดี พอเห็นอย่างนั้นก็เดินจ้ำ ผ่านไปไม่สนใจ ทหารโจรอีกคนหนึ่งอยู่แถวนั้นพอดี ผิดสังเกต ทำไมไม่สนคนตีกัน
ทหารโจร 1 ตั้งข้อสังเกต “น่าสงสัยหรือไม่”
ทหารโจร 2 เห็นด้วย “คนตีกันแทบตาย มันไม่มองเลย”
2 คน ออกตามไปทันที

ตรงบริเวณริมผาที่ข้างบนเป็นพระราชวัง ทหารอาสาจ้ำพรวดๆ ผ่านมาจนถึงบริเวณนี้ หยุดยืนมองขึ้นไป ทหารโจร 2 คน ที่ตามมาสังเกตการณ์เห็นทั้งหมด

 

ส่วนที่ห้องคุมขัง สองคนหารือกันอยู่

“ข้าพเจ้าสงสัย เจ้าชายโอมานจะผ่าตัดมั้ย” การิมถามขึ้น
“โธ่เอ๋ย การิม เราบอกทุกอย่างยังจะถามโง่ๆ แบบนี้อีก”
“ถึงยังไงท่านก็เป็นหมอ”
ชารีฟถอนหายใจเฮือกใหญ่ ในความไร้เดียงสาของการิม

ฟากกษัตริย์โอมานลุกยืนเด่นเป็นสง่า ตรัสขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“เอาล่ะ”
ทุกคนฟัง
“บัดนี้โรคเฮอร์เนียของเรากำเริบถึงขีดสุดแล้ว”
ทุกๆ คนมองหน้าองค์โอมาน
“ถึงเวลาผ่าตัดมันทิ้งเสียที”
สีหน้ากษัตริย์โอมาน ดุดันเหี้ยมเกรียม

ขณะเดียวกันสองคนยังอยู่ในห้อง ชารีฟกำลังทำท่าซ้อมมีด-วงเดือน ฝีมือคล่องแคล่วอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าพเจ้าสงสัยว่าจะโดนขังที่นี่จนตาย” การิมว่า
“เราจะหัดซ้อมใช้มีด-วงเดือนไปทำไมหรือนี่”
การิมจ๋อย เสียงเคาะประตูดัง แล้วเปิดเข้ามาทันที โดยตำรวจวังเข้ามาคนหนึ่ง
“มีพระกระแสให้เบิกตัวท่านเข้าเฝ้าเดี่ยวนี้”

ชารีฟ การิม ตำรวจวัง 2-3 คน เดินมาด้วย และมีหัวหน้าตำรวจวังอายุกลางคน หน้าตามีความคิด ทั้งหมดเดินออกมาจากตำหนัก มาที่ทางออกแล้ว
“ประทับที่ไหน” ชารีฟมีสีหน้าพิศวง
“ไม่ไกลหรอกท่าน เดินลัดอุทยานไปทางโน้นนิดหน่อยก็ถึง ทรงย้าย ตำหนักลงในสวนเพราะเข้าสู่ฤดูร้อน” ตำรวจที่ไปตามบอก
ชารีฟขมวดคิ้ว รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล จึงหยุดเดินทันที
ตำรวจแปลกใจ “อ้าว ทำไม”
“จะผ่าตัดที่นั่นหรือ”
“เดี๋ยวก็รู้”
ชารีฟหน้าคมเข้มมาก จ้องหน้าตำรวจเขม็ง
“นายตำรวจวังพระตำหนักหลังนั้นโปร่ง ไม่เหมาะเป็นห้องบรรทม หรือแม้แต่ห้องตรวจดูพระอาการ ไฉนจึงมีพระบัญชาได้ไปที่นั่น”
“แล้วท่านจะรู้เอง ท่านศาสตราจารย์”
“ไม่…” การิมขึ้นมาขวางหน้าตำรวจวังทันควัน “ไม่อย่างนั้นเราจะไม่ไปกันทั้งสองคน”
“การิม” ชารีฟจับแขน มองจ้องนัยน์ตา
การิมหยุดลง
“ผู้ช่วยของเราใจร้อน เพราะทุกครั้งที่ไปรักษาถึงบ้านคนไข้ อาการมักจะหนักจนอาจเกินเยียวยา เพิ่งมีครั้งนี้ที่คนไข้ใจเย็นไม่เร่งร้อนอยากหาย”
“คนไม่สบายก็อยากหายทุกคนแหละ อย่าห่วงเลย”
คนทั้งหมดเดินตามกันไปในอุทยานที่สวยงาม ปานสวรรค์
ชารีฟ สบตาการิม การิมมีสีหน้าหวั่นใจ พยายามบอกด้วยสายตาว่า…อย่าไปเลย
“เวลานั้นมาถึงแล้ว” ชารีฟบอก
การิมตัวสั่นใจสั่นแทบจะทิ้งของทั้งปวง รวมทั้งกระเป๋าหมอในมือด้วย

เวลานั้น เห็นตำรวจวังยืนประจำอยู่หน้ากระโจมที่ประตูปิดสนิท ชารีฟและการิมมองตากัน บรรยากาศเงียบกริบ วังเวง และน่ากลัว ตำรวจวังที่พาการิมกับชารีฟมา เหลือเพียง 2 คน
สักครู่ มีเสียงตบมือดังมาจากข้างใน ก่อนที่ม่านจะค่อยๆ เปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นสภาพในห้องที่จัดเหมือนเป็นวอร์รูม มีโต๊ะกลาง วางแผนที่ และปืนยาวสั้น 2-3 กระบอก พร้อมมีดวงเดือน 2 เล่ม วางอยู่ด้วย
ซาอิ๊บ ทหารโจร และทหารผู้ใหญ่ยืนเรียงรายเต็มไปหมด ทหารรักษาการณ์ อาวุธพร้อมมือ
กษัตริย์โอมานยืนอยู่หลังโต๊ะตัวนั้น มองมาสายตาเข้มสุดๆ

“ชารีฟ น้องของเรา เข้ามาสิ ยินดีต้อนรับสู่ฮิลฟาราอีกครั้ง”

อ่านต่อ.. >> เรื่องย่อ ฟ้าจรดทราย ละคร ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 10/1

เรื่องย่อฟ้าจรดทราย ฟ้าจรดทราย

เพลง ดาวเหนือ (เพลงประกอบละครฟ้าจรดทราย)

เพลง ดาวเหนือ (เพลงประกอบละครฟ้าจรดทราย)

ละครฟ้าจรดทราย ช่อง 7, อ่านละครออนไลน์, เรื่องย่อละคร
- 2013-09-5 3:08:24 โพสต์โดย : zoomza 4,249 ดูละครย้อนหลัง