อ่านละครออนไลน์ เวียงร้อยดาวออนไลน์ ตอนที่ 4

อ่านละครออนไลน์ – อ่านละครเวียงร้อยดาวออนไลน์ ตอนที่ 4

 

เวียงร้อยดาว
เวียงร้อยดาว

เวียงร้อยดาว ตอนที่ 4

เวียงแก้วกำลังเอาผ้าชุบน้ำถูบันไดที่โถงกลางอยู่ ส่วนจงจิตนั่งรับประทานของว่างพลาง มองเวียงแก้วที่ทำงานงกๆไปพลาง

สร้อยฟ้าเดินเชิดหน้าลงบันไดมาแล้วแกล้งเตะถังน้ำของเวียงแก้วจนกลิ้งหกเรี่ยราด
“อุ๊ย ! ขอโทษ ฉันมองไม่เห็น” สร้อยฟ้าบอก
เวียงแก้วก้มหน้าเอาผ้าเช็ดน้ำที่หกที่พื้นโดยไม่ปริปากบ่นสักคำ สร้อยฟ้ายิ้มเย้ยก่อนเดินมานั่งที่โซฟาใกล้ๆ กับจงจิต สร้อยฟ้าหยิบของว่างในจานจงจิตขึ้นมากินอย่างไม่แยแส จงจิตมองอย่างไม่พอใจ
“อร่อยดีนี่ ! ซื้อมาจากไหน ?”
“ของว่างตำรับในวัง คุณจงจิตลงมือทำเองกับมือ ไม่ใช่ของพื้นๆจากตลาด ที่พวกชั้นต่ำจะได้นิยมชมชอบ” เสงี่ยมบอก
สร้อยฟ้าลุกขึ้นชี้หน้าเสงี่ยมอย่างเดือดดาล
“แกว่าใครชั้นต่ำ ห๊า ! อีแก่”
“อยากรู้นักใช่มั้ย ฉันจะบอกให้เอาบุญ เสงี่ยมมันก็ว่าอีช็อกการีที่เพิ่งหลุดออกมาจากซ่อง จ้องแต่จะแย่งผัวชาวบ้านเขาน่ะสิ ! ถ้าหล่อนไม่ใช่ ก็อย่าร้อนตัว”
“คิดว่าตัวเองวิเศษวิโสนักเหรอ ! หล่อนมันก็แค่น้ำพริกถ้วยเก่าเหม็นหืนขึ้นรา ไร้น้ำยามัดใจผัว เป็นหมาหัวเน่า ทำเป็นนั่งชูคอไปเถอะ ตกลงมาจากคอนเมื่อไหร่ ฉันจะกระทืบซ้ำให้จมดินเชียว”
สร้อยฟ้ากล่าวอาฆาตจงจิตก่อนจะเดินกลับขึ้นชั้นบน สร้อยฟ้าเห็นเวียงแก้วนั่งก้มหน้านิ่งอยู่ที่เชิงบันไดก็ถือโอกาสใช้
“แกน่ะ ! ขึ้นไปทำความสะอาดห้องฉันด้วย”
“ได้เจ้า…”
เต็มเดือนพูดเสียงดัง “ไม่ต้องไป !”
ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียวกัน เต็มเดือนลงบันไดมาด้วยท่าทางสง่าเยี่ยงนางพญา
“เวียงแก้วเป็นคนของฉัน เธอไม่มีสิทธิ์” เต็มเดือนบอก
“แต่ดิฉันไม่มีคนรับใช้ส่วนตัว ถ้าไม่อยากให้ใช้นังนี่ คุณพี่ก็ต้องหาคนมาจัดห้องให้ดิฉัน”
“เสงี่ยม !!!” เต็มเดือนเรียก
เสงี่ยมสะดุ้งเฮือก “คะ”
“ไปจัดห้องให้สร้อยฟ้าที”
“เสงี่ยมเป็นคนของฉัน ไม่ใช่ของแม่นั่น ทำไมต้องทำให้ด้วย” จงจิตบอก
“เพราะฉันสั่งยังไงล่ะจ๊ะ ! ไปได้แล้วเสงี่ยม”
เสงี่ยมจำใจต้องไปทำความสะอาดห้องให้สร้อยฟ้าทั้งๆที่ไม่อยากจะทำ จงจิตแค้นใจแต่ก็ทำอะไรเต็มเดือนไม่ได้

เต็มเดือนกำลังยืนสั่งการบางอย่างกับคนสวน แล้วเต็มเดือนก็เหลือบไปเห็นปกรณ์เดินเข้ามาพอดี เธอรีบแสร้งสั่งชิดให้ปกรณ์ได้ยิน
“ไปจัดการให้เรียบร้อย… อย่า “ปล่อยให้รก” ล่ะ !”
ชิดรับคำหนักแน่นจนน่ากลัว “ครับ !”
ชิดรีบเดินออกไป
“น้องใช้ให้ไอ้ชิดมันไปทำอะไรหรือ” ปกรณ์ถาม
“หญ้าในสวนหลังบ้านรกมากแล้ว น้องเลยใช้ให้นายชิดไปจัดการดายหญ้าให้เรียบร้อยค่ะ”
ปกรณ์เข้ามาหอมแก้มเอาใจเต็มเดือน
“ขอบใจน้องมากนะ เต็มเดือน ที่คอยช่วยดูแลเรื่องทุกอย่างในบ้านให้พี่เป็นอย่างดี รวมถึง… สร้อยฟ้าด้วย”
“เป็นหน้าที่ของน้องอยู่แล้วค่ะ อะไรที่ทำให้คุณพี่สบายใจ น้องก็จะทำ”
เต็มเดือนยิ้มแล้วเอามือช้อนดอกยี่โถประคองขึ้นมาดอมดมอย่างทะนุถนอม
“จำได้ว่าครั้งแรกที่เจ้าคุณพ่อของน้องพูดถึงเรื่องงานแต่ง น้องยังไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าคุณพี่เลยด้วยซ้ำ แต่พอได้พบกัน น้องก็ตัดสินใจไว้ว่าจะขอฝากชีวิตไว้กับคุณพี่เพียงผู้เดียว” เต็มเดือนยิ้มขมขื่น “จำได้ไหมคะว่า วันแรกที่เราเจอกัน คุณพี่มอบอะไรให้น้อง”
ปกรณ์ครุ่นคิดแต่ก็คิดไม่ออกเพราะตอนนั้น รักอยู่หลายคน
“เอ… จำไม่ได้แฮะ ดอกไม้เหรอ ?”
“ค่ะ… คุณพี่มอบดอกยี่โถให้น้อง สีแดงสดคล้ายดอกปาริชาตบนสวรรค์ เพราะอย่างนี้ น้องถึงได้รักดอกยี่โถเป็นพิเศษ”
ปกรณ์เริ่มคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยให้ดอกยี่โถกับเต็มเดือน เขาเหลือบเห็นเวียงแก้วหิ้วถังน้ำเดินผ่านหน้าไปไกลๆ
“เวียงแก้วเป็นคนของน้องหรือ” ปกรณ์ถาม
“ค่ะ… ทำไมหรือคะ ?”
“น่าเวทนา… ถูกพ่อขายมาเป็นทาสขัดดอกตั้งนานแล้ว ป่านนี้ยังไม่ยอมมาไถ่ตัวลูกสาว เป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้”
“น้องเองก็สงสารเวียงแก้วอยู่เหมือนกัน มีอะไรที่น้องพอช่วยได้ น้องก็จะช่วย”
“พี่ว่าให้เวียงแก้วทำงานเล็กๆน้อยๆบนตึกก็พอ อย่าใช้ให้ทำงานหนักนักเลย ช่วยเหลือคน ได้บุญกุศลยิ่งกว่าสร้างโบสถ์สร้างวิหาร น้องว่าจริงมั้ย ?”
ปกรณ์ทำทีเป็นพ่อพระให้เต็มเดือนตายใจโดนหวังจะได้ใกล้ชิดกับเวียงแก้วมากขึ้น เต็มเดือนเริ่มสัมผัสได้ถึงกระแสความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง

เวียงแก้วกำลังถูพื้นที่ห้องนอนของปกรณ์ ปกรณ์ซึ่งสวมกางเกงแพร อยู่บ้านเดินเข้ามาทางด้านหลังโดยไม่ให้สุ้มไม่ให้เสียง ปกรณ์จ้องมองไปยังบั้นท้ายของเวียงแก้วแล้วก็เกิดอามรณ์ขึ้นมาทันที เวียงแก้วหันมาเห็นปกรณ์ก็ตกใจ
“คุณปกรณ์เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้า ?”
“ก็เข้ามาตอนที่เธอเห็นนั่นแหละ”
ปกรณ์เริ่มรุกเข้าใกล้และถึงเนื้อถึงตัวเวียงแก้วมากขึ้น
“เธอนี่ก็น่ารักดีเหมือนกันนะ เวียงแก้ว…”
เวียงแก้วกระถดถอยและรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก
“อย่าเจ้า !”
ปกรณ์โอบบ่าเวียงแก้วแล้วยื่นหน้าเข้ามาจ้องใกล้ๆจนแทบได้กลิ่นแก้มสาว
“ไม่เป็นไรหรอกน่า… ฉันแค่อยากจะเห็นหน้าเธอใกล้ๆ เท่านั้นเอง”
เวียงแก้วเหงื่อแตกและกลัวจนลนลานยิ่งกว่าหนูกลัวแมว ทันใดนั้น นมแสงก็ผ่านมา นมแสงเห็นประตูเปิดอยู่จึงมองเข้าไปข้างใน เธอเห็นเวียงแก้วกำลังจะถูกปกรณ์ข่มเหง
“แม่เวียงแก้ว !”
ปกรณ์รีบผละออกจากเวียงแก้วทันทีแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อย่างผู้ชายเห็นแก่ตัว พอรู้ว่าอะไรเป็นอะไรนมแสงก็ช่วยบอกให้เวียงแก้วออกมา
“เสร็จแล้วก็ตามฉันมานี่ !”

เวียงแก้วรีบตามนมแสงไป ปกรณ์อารมณ์เสียเล็กน้อยที่ถูกขัดจังหวะเพราะเกือบจะเข้าด้ายเข้าเข็มอยู่แล้ว

เวียงร้อยดาว
เวียงร้อยดาว

นมแสงเดินอยู่กับเวียงแก้วแล้วก็ตำหนิ

“เสร็จเรียบร้อยดีแล้วก็รีบๆออกมา อยู่กับคุณปกรณ์ตามลำพังสองต่อสองในห้อง มันเหมาะเสียที่ไหน เกิดใครผ่านมาเห็นเข้า มันจะไม่งาม”
“แต่ว่าข้าเจ้าไม่ได้…” เวียงแก้วพูดยังไม่ทันจบ
“อย่าเถียง ! ฉันสอนก็ฟัง… แล้วทีหลังอย่าได้ทำอีก”
“เจ้า…”
เวียงแก้วได้แต่ก้มหน้าจำใจยอมรับผิด แม้จะไม่ได้เป็นฝ่ายผิดก็ตาม

สร้อยฟ้าเปิดประตูเข้าห้อง เธอเห็นห้องนอนตนเองถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยก็พอใจ สร้อยฟ้าลำพองใจและทำท่าโอ่ที่ตัวเองดูมีอำนาจขึ้นมา ตรวจตราดูตู้เสื้อผ้าก็เป็นระเบียบเรียบร้อยดี
“ไม่เลว ! นังแก่แร้งทึ้งนั่น เจ้าระเบียบใช่ย่อย !”
สร้อยฟ้าเปิดลิ้นชักในตู้เสื้อผ้าออกมาแล้วก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อเห็นงูเห่าตัวเขื่อง เงามันปลาบ แผ่แม่เบี้ยอยู่ในลิ้นชักในระยะประชิดตัว งูเห่าแผ่แม่เบี้ยขู่ฟ่อๆ พร้อมจะฉกทุกเมื่อ สร้อยฟ้าตัวชาแต่ยังมีสติอยู่ เหงื่อผุดเต็มหน้า แล้วเธอก็ร้องลั่น
“กรี๊ดด”

สร้อยฟ้าประกาศต่อหน้าทุกคนที่ประชุมพร้อมกันที่โถงกลาง
“มีใครบางคนคิดร้ายจะฆ่าดิฉัน !”
“พูดเหลวไหลอะไรของเธอน่ะ สร้อยฟ้า” ปกรณ์ว่า
สร้อยฟ้าโยนซากงูเห่าที่บีบจนตายคามือใส่หน้าจงจิต
จงจิตตกใจ “อ๊ายย !!”
เต็มเดือนยกมือทาบอกด้วยความตระหนกสุดขีด เธอหน้าซีดจะเป็นลมจนเวียงแก้วต้องพัดให้
“ตายจริง !!”
แต่ละคนทั้งตกใจ ขยะแขยง กลัว สยอง สร้อยฟ้าหันสายตาไปทางจงจิตกับเสงี่ยมแล้วก็มั่นใจว่าเป็นฝีมือจงจิตแน่ๆ
“มีคนปล่อยงูเห่านี่ในห้องนอน หวังจะให้ฉกดิฉันโชคดีที่ดิฉันใจแข็งพอที่จะฆ่ามัน ก่อนปล่อยให้มันฆ่าดิฉัน” สร้อยฟ้าบอก
“ใครจะพิเรนทร์ ทำบ้าๆอย่างนั้น”
“ก็ลองถามคนของคุณพ่อดูสิคะ”
ปกรณ์เอ่ยถาม “ใครเป็นคนเข้าห้องสร้อยฟ้าเป็นคนสุดท้าย”
เสงี่ยมเหงื่อตก หน้าซีด เสียงสั่น
“ดิฉันเองค่ะ” เสงี่ยมบอก
“น้องเป็นคนใช้ให้เสงี่ยมช่วยเป็นธุระปัดกวาดห้องให้สร้อยฟ้าเองค่ะ คุณพี่” เต็มเดือนบอก
ปกรณ์จ้องเสงี่ยมตาเขียวและโกรธจัด
“แต่ดิฉันไม่ได้เป็นคนเอางูไปปล่อยที่ห้องคุณสร้อยฟ้านะคะ” เสงี่ยมบอก
“อมพระมาพูด ฉันก็ไม่เชื่อ อีแก่นี่มันเกลียดขี้หน้าน้อง ก็เลยคิดจะฆ่า ดีไม่ดี คงมีคนคอยหนุนหลังบงการ” สร้อยฟ้าว่า
“ระวังปากหล่อนหน่อยนะ แม่สร้อยฟ้า ฉันกับเสงี่ยมไม่เคยคิดทำเรื่องเลวๆพรรค์นี้ ถ้าฉันคิดจะฆ่าหล่อน ฉันเอาปืนยิงหล่อนไปนานแล้ว”
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ จงจิต !!” ปกรณ์ขึ้นเสียง
“เห็นมั้ย ! ในที่สุดแกก็เผยธาตุแท้ออกมา”
“ตอแหล !ถ้างูมันอยู่ในห้องหล่อนจริง คงฉกหล่อนตายไปแล้ว ไม่ปล่อยให้รอดมาแหกปากปาวๆอยู่อย่างนี้หรอก” จงจิตบอก
ดำรงเอาไม้เท้ากระแทกพื้นปังอย่างขัดใจ
“พอได้แล้ว ! เถียงกันไปเถียงกันมาไม่รู้จบ จะให้ฉันจุดธูปสาบานเรียงตัวเลยมั้ย ว่าใครทำ ใครไม่ได้ทำ”
“เกรงใจคุณพ่อกันบ้างสิ ! บางทีหญ้าในสวนหลังบ้านอาจจะรก งูก็เลยเลื้อยเข้าไปเองก็ได้ สร้อยฟ้าปลอดภัย ไม่เป็นอะไร ก็ดีแล้ว จะเอาอะไรกันนักกันหนา” เต็มเดือนบอก
“เอาล่ะ ! เรื่องนี้ฉันขอให้เลิกแล้วต่อกัน ถือเสียว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด” ปกรณ์บอก
สร้อยฟ้ากับจงจิตต่างยังคุกรุ่นและระแวดระวังด้วยกันทั้งคู่
ปกรณ์สั่ง “นมแสง ! ให้คนเอาซากงูนี่ไปฝังที”
นมแสงน้อมรับคำสั่ง แล้วออกไปพร้อมกับเวียงแก้ว ดำรงมองปกรณ์ อย่างอ่อนจิตอ่อนใจแทนลูกชาย เต็มเดือนตกใจ อกสั่นขวัญแขวนกว่าคนอื่น เต็มเดือนปทำท่าเหมือนคนจะเป็นลมเอาเสียให้ได้

ชิดเอาจอบขุดดินเพื่อจะฝังซากงู
“งูเห่าตัวเบ้อเร่อ ไม่รู้เลื้อยเข้าไปอยู่ในห้องคุณสร้อยฟ้าได้ยังไง ?” นมแสงสงสัย
“โธ่… คุณนม ! หญ้ารกออกขนาดนี้ ถ้าไม่มีงูสิแปลก” ชิดบอก
“งูไม่น่าจะเลื้อยขึ้นไปถึงข้างบนได้นะเจ้า ห้องคุณสร้อยฟ้าก็ปิดประตูแน่นหนา ข้าเจ้าคิดไม่ออกว่างูจะเลื้อยเข้าทางไหน”
ชิดมองเวียงแก้วแล้วพูดเสียงแข็ง
“งูมันฉลาดจะตาย อยู่ที่ไหน มันก็เลื้อยไปได้หมดนั่นแหละ”
เวียงแก้วยังไม่ปักใจเชื่อว่างูจะเลื้อยเข้าไปเอง

เต็มเดือนยกป้านชามาให้ปกรณ์ที่ห้อง
“คุณพี่คะ !”
เสียงปกรณ์ดังออกมาจากในห้องน้ำ
“เต็มเหรอ ! พี่อาบน้ำอยู่ จวนจะเสร็จแล้ว”
เต็มเดือนวางป้านชาไว้ที่โต๊ะ เต็มเดือนเห็นกล่องกำมะหยี่ใบหนึ่งวางซุกอยู่บนโต๊ะ เต็มเดือนอยากรู้จึงถือวิสาสะหยิบกล่องใบนั้นมาแอบเปิดดู เธอเห็นสร้อยคอฝังพลอยพม่าสีแดงสวยมากอยู่ในกล่องนั้น เต็มเดือนยิ้มอย่างดีใจเพราะคิดว่าปกรณ์ซื้อเอามาฝากตนเองแน่ๆ
“จะเซอร์ไพรส ก็ไม่บอก”
ปกรณ์สวมชุดคลุมเปิดประตูออกมาจากห้องน้ำ เต็มเดือนรีบปิดกล่องเอาซุกไว้ที่เดิมแล้วหันมายิ้มให้ปกรณ์
“น้องชงชาอู่หลงมาให้คุณพี่ค่ะ”
“เต็มนี่ช่างรู้ใจพี่จริงๆ มา ! พี่จะให้รางวัล”
ปกรณ์โอบกอดเต็มเดือนไว้แล้วหอมแก้มตามประสาผู้ชายเจ้าชู้ เต็มเดือนยิ้มอิ่มเอมใจที่ปกรณ์ยังคงรักใคร่
“คุณพี่เล่นอะไรก็ไม่รู้”

ปกรณ์โน้มร่างเต็มเดือนลงไปยังเตียงทันที

เวียงร้อยดาว
เวียงร้อยดาว

เวียงแก้วเอามือปัดเทียนไขที่จุดบนเชิงเทียนเล่มสุดท้ายดับลงก่อนจะไปนอน

ปกรณ์เดินเข้ามาทางด้านหลัง เวียงแก้วหันมาแล้วก็ตกใจจนสะดุ้งน้อยๆ
“ฉันเอง ! ตกใจรึ ?” ปกรณ์ถาม
เวียงแก้วพยักหน้า “ดึกแล้ว คุณปกรณ์ยังไม่หลับไม่นอนอีกหรือเจ้า”
“ยังหรอก ฉันรอเธออยู่”
“รอ ? รอให้เวียงแก้วรับใช้อะไรหรือเจ้า”
“เปล่าหรอก ! ฉันแค่ซื้อของเล็กๆน้อยๆมาฝาก”
เวียงแก้วมองปกรณ์อย่างงงๆ ปกรณ์หยิบสร้อยคอฝังพลอยพม่าสีแดงออกมาแล้วบรรจงสวมที่คอของเวียงแก้ว ปกรณ์เห็นเวียงแก้วสวมสร้อยแล้วรู้สึกว่าสวยมาก
“สร้อยเส้นนี้ เหมาะกับเธอมาก”
“คงแพงน่าดู ข้าเจ้าไม่กล้ารับไว้หรอกเจ้า”
“เพื่อเธอ แค่นี้มันยังน้อยไปด้วยซ้ำ”
ปกรณ์เอามือไล้ผมที่ต้นคอของเวียงแก้วอย่างเบามือ เวียงแก้วเผลอเคลิ้มไปกับสายตาอันหวานเยิ้มและสัมผัสฝ่ามือของปกรณ์ เวียงแก้วรู้สึกตัวว่ากำลังเผลออารมณ์จึงดึงสติกลับมา เธอหน้าแดงก่ำ ก่อนรีบเดินออกไป ปกรณ์ได้แต่มองตามแล้วก็ยิ่งรู้สึกหลงใหลในตัวของเวียงแก้วมากขึ้น

เวียงแก้วนั่งเหม่อลอย ครุ่นคิด ก่อนจะเอามือลูบสร้อยที่คอแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจเลย เธอนึกถึงตอนที่ปกรณ์สวมสร้อยคอให้ เวียงแก้วเห็นผ้าซิ่นที่วิรุฬให้มา เธอนึกถึงตอนที่วิรุฬมอบผ้าซิ่นผืนนี้ให้ เวียงแก้วเอามือลูบไล้ซิ่นผืนนั้นด้วยความรักและเทิดทูน เวียงแก้วมองเงาตัวเองในกระจกด้วยความว้าวุ่น สับสนไปหมด

ร้อยดาวซึ่งอยู่ในภวังค์รู้สึกตัวคล้ายถูกกระชากอารมณ์เหมือนแผ่นเสียงที่ตกร่อง ร้อยดาวรู้สึกว่าอะไรบางอย่างอยู่ที่คอจึงก้มดู เธอเห็นสร้อยฝังพลอยพม่าเส้นนั้นอยู่ที่คอตนเองจึงตกใจ
“นี่ฉันกำลังฝันไปใช่ไหม
มือเวียงแก้วซึ่งเป็นรอยไหม้จับที่บ่าร้อยดาว จนร้อยดาวสะดุ้งเฮือกแล้วหันไปมอง
“ใครบอกล่ะ ว่าลูกกำลังฝัน” เวียงแก้วบอก
เวียงแก้วที่ยืนอยู่ด้านหลังในสภาพเนื้อตัวเปียกโชกไปทั้งตัว และมีน้ำหยดติ๋งๆ
“อย่าน้อยใจไปเลยนะลูก… เรื่องพินัยกรรมนั่น… เพราะแม่แท้ๆ… ลูกถึงได้ถูกตัดขาดออกจากกองมรดก” เวียงแก้วบอก
“หนูไม่ได้คิดอะไรจริงๆค่ะ ไม่ได้คาดหวังว่าคุณพ่อปกรณ์จะยกสมบัติอะไรไว้ให้หนูด้วยซ้ำ”
เวียงแก้วฟังแล้วก็ยิ่งสะท้อนใจเพราะสงสารร้อยดาวจนน้ำตาไหล สร้อยฝังพลอยพม่าอยู่ที่คอของร้อยดาว
“สร้อยเส้นนี้ เป็นสร้อยแห่งความรัก พ่อปกรณ์ของลูกมอบไว้ให้แม่นานมากแล้ว แม่เอามารับขวัญลูกในวันเปิดพินัยกรรม ถือว่าเป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่แม่มอบให้ลูก” เวียงแก้วบอก
ร้อยดาวซาบซึ้งใจที่เวียงแก้วยังไม่ลืม
“ขอบพระคุณค่ะ คุณแม่… เท่านี้หนูก็ดีใจมากแล้ว”
ร้อยดาวกราบที่อกเวียงแก้ว เวียงแก้วจะลูบหัวร้อยดาวแต่ก็ทะลุผ่านไปคล้ายอากาศ เธอสลดใจ เพราะอยากจะสัมผัสลูกแต่ก็ทำไม่ได้ ร้อยดาวเห็นเวียงแก้วตัวซีดและเปียกโชกไปหมด เหมือนเพิ่งขึ้นมาจากน้ำ
“ทำไมคืนนี้คุณแม่ถึงได้เปียกปอนไปทั้งตัวอย่างนี้ล่ะคะ”
“ช่วยแม่ด้วย ร้อยดาว…. แม่หนาว…แม่ทรมานเหลือเกิน…ช่วยแม่ด้วยนะ…ร้อยดาว”
“ช่วยคุณแม่ ช่วยยังไงคะ ?”
“ปลดปล่อยแม่ที” เวียงแก้วบอก
ร้อยดาวงง “ปลดปล่อย ?”
ทันใดนั้น ร่างเวียงแก้วก็ลอยละล่องคล้ายจะถูกดูดกลับไปยังที่ที่ควรจะอยู่ ร้อยดาวรีบคว้ามือเวียงแก้วไว้
“ลูกจะต้องช่วยปลดปล่อยแม่นะ ร้อยดาว”
“คุณแม่เวียงแก้ว จับมือหนูไว้แน่นๆนะคะ !”
เวียงแก้วร้องลั่น “กรี๊ดด !”
ร่างของเวียงแก้วคล้ายถูกพลังบางอย่างกระชากกลับให้ไปอย่างแรง

ร้อยดาวลงมาเดินเล่นที่ลานยี่โถยามเช้าโดยยังคงงุนงงอยู่กับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เธอนึกถึงคำสั่งของเวียงแก้วก่อนจะหายตัวไป
“ลูกจะต้องช่วยปลดปล่อยแม่นะ ร้อยดาว…”
ร้อยดาวครุ่นคิด “ปลดปล่อย ? ปลดปล่อยยังไงกัน ?”
ร้อยดาวเห็นเต็มเดือนกำลังเก็บดอกยี่โถใส่กระด้งอยู่ในสวน
“ตื่นมาเก็บดอกไม้ในสวนแต่เช้าเลยนะคะ”
“ฉันจะเอาไปทำชาให้คุณพ่อน่ะจ้ะ” เต็มเดือนบอก
“ดิฉันเพิ่งทราบ ดอกยี่โถใช้ทำชาได้ด้วย?”
“ได้สิจ๊ะ…ชายี่โถใช้บำรุงสุขภาพได้ดีทีเดียว” เต็มเดือนยิ้มแล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง “ฉันดีใจ ที่หนูยังไม่รีบบินกลับอังกฤษ ไม่อย่างนั้น ฉันคงเหงาแย่”
“ไม่รู้ว่าคิดผิดหรือคิดถูกกันแน่ บางทีดิฉันอาจจะคิดผิดตั้งแต่ตัดสินใจมาที่นี่แล้วก็ได้”
“หนูคงน้อยใจเรื่องพินัยกรรมสินะ ฉันเข้าใจดีจ้ะ เป็นฉันก็คงอดคิดไม่ได้เหมือนกัน เป็นถึงลูกสาวแท้ๆ แต่กลับไม่ได้สมบัติพัสถานเหมือนทายาทคนอื่นๆ”
“ถ้าเรื่องนั้น ดิฉันไม่เก็บเอามาคิดให้เปลืองสมองหรอกค่ะ” ร้อยดาวหัวเราะ
เต็มเดือนหันไปยิ้มให้ร้อยดาวด้วยท่าทางประมาณว่าเธอช่างมีจิตใจดีเสียจริงๆ เต็มเดือนเห็นสร้อยที่คอของร้อยดาวก็ถึงกับหน้าถอดสีแล้วเผือดลงทันที ระคนหลอน
“สร้อยเส้นนี้สวยจริง !!! หนูไปเอามาจากไหน ?” เต็มเดือนถาม
ร้อยดาวตกใจแล้วรีบเอามือกุมสร้อยเส้นนั้นเอาไว้เพื่อปิดบังไม่ให้เต็มเดือนเห็นได้ถนัดนัก
ร้อยดาว หลุดปากออกมาอย่างไม่ตั้งใจ “คุณแม่ ให้ดิฉันมาค่ะ”
“คุณแม่เหรอจ๊ะ ?” เต็มเดือนถามย้ำ
เต็มเดือนจ้องร้อยดาวด้วยสายตาจับผิดจนร้อยดาวรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
“ดิฉันขอตัวไปหานมแสงก่อนนะคะ”

ร้อยดาวรีบหลบฉากออกไป เต็มเดือนมองตามหลังอย่างหวาดระแวงว่าสร้อยเส้นนั้นมาอยู่ที่ร้อยดาวได้ยังไง

เวียงร้อยดาว
เวียงร้อยดาว

ดำรงโยนหนังสือพิมพ์ลงตรงหน้าวีระวิทย์ จงจิตปรายตามองแล้วนั่งลอยหน้ายิ้มน้อยๆ ด้วยความสะใจ

“งามหน้านักไหมล่ะ… ข่าวใหญ่พาดหัว จิ๊กโก๋อันธพาลยกพวกตีกัน แย่งผู้หญิง ดูซะ ! มีหน้าแกโผล่หราอยู่ในนั้นด้วย”
วีระวิทย์หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมากางดู ภาพข่าวบนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เป็นภาพวีระวิทย์เป็นหัวโจกรุมกระทืบแก๊งตรงข้าม
“นี่ถ้าแม่จงจิตไม่มารายงาน ฉันคงไม่รู้ว่าวันๆแกออกไปก่อเรื่องที่ไหนให้แปดเปื้อนวงศ์ตระกูลบ้าง” ดำรงว่า
สร้อยฟ้ากับวีระวิทย์หันไปมองจงจิตเป็นตาเดียวกัน พอเห็นหน้าตัวเองวีรวิทย์ก็มีพิรุธจึงรีบแก้ตัวน้ำขุ่นๆ
“ก็แค่คนหน้าเหมือน ไม่ใช่ผมสักหน่อย”
“ไหน ให้แม่ดูซิ”
สร้อยฟ้ารีบแย่งหนังสือพิมพ์ไปดูก็เห็นว่าหน้าคล้ายวีระวิทย์มากแต่ก็เข้าข้างลูก
“วัยรุ่นสมัยนี้มันก็แต่งตัว ตัดเผ้าผมเหมือนๆกันจนแทบแยกไม่ออก อีกอย่าง…ตาวิทย์จะเอาเวลาที่ไหนไปทำเรื่องพรรค์นั้น”
“เมื่อวานนี้ แกหายหัวไปไหนมา เลิกเรียนแล้วทำไมไม่กลับบ้าน” ดำรงบอก
“ผมก็นั่งทำรายงานกับพวกเพื่อนๆที่ห้องสมุด กว่าจะเสร็จก็ดึกดื่น”
“น้ำหน้าอย่างแกน่ะรึ จะเข้าห้องสมุด ฉันไม่ได้โง่เหมือนแม่แกนะพูดตลบตะแลงยังไงก็ยังเชื่อ”
“บอกแล้วไง ผมไม่ได้ทำ ไม่ได้ทำ ถ้าผมทำจริง หนังสือพิมพ์ก็ต้องลงชื่อ ลงนามสกุล ประจานแล้วสิ นี่มีเสียที่ไหน คุณปู่ไม่ยอมรับฟัง เอาแต่จะปรักปรำให้ผมทำจนได้”
วีระวิทย์ตีหน้าเศร้าจนน่าสงสาร ก่อนจะเข้าไปอ้อนสร้อยฟ้า
“ตาวิทย์ถูกใส่ร้าย คุณพ่อต้องให้ความเป็นธรรมกับหลานบ้างนะคะ ดูก็รู้ว่าเป็นแผนการของหมาลอบกัดแถวๆนี้” สร้อยฟ้าปรายตาไปยังจงจิต
“แกว่าใคร ห๊า ! สร้อยฟ้า !” จงจิตไม่พอใจ
“ฉันก็ว่านังหมาเดือนเก้า ที่วันๆเอาแต่ส่ายหางริกๆวิ่งหาตัวผู้น่ะสิ”
จงจิตสุดจะทนจึงลุกขึ้นปรี่เข้าไปตบหน้าสร้อยฟ้าทันที
“อีผีเจาะปาก !”
สร้อยฟ้าเลือดแม่ค้าขึ้นหน้าจึงจิกผมจงจิตก่อนจะขึ้นคร่อมแล้วตบไม่เลี้ยง
สร้อยฟ้าพูดกับกระถิน “ยืนบื้ออยู่ได้ ! มาช่วยกูสิ”
กระถินละล้าละลังกล้าๆกลัวๆ เลยถูกจงจิตถีบจนกระเด็น ดำรงหัวเสียอย่างสุดจะรับได้ เขานึกในใจว่าทั้งสองกัดกันยิ่งกว่าหมา แล้วก็ลุกเดินออกไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ

ดาราเรศถือหนังสือพิมพ์เอามาเย้ยวีระวิทย์
“ดังใหญ่แล้ว ! รูปพี่ขึ้นหราหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับแหม…น่าเสียดาย ถ้าลงชื่อเสียงเรียงนามให้ชัดๆ ป่านนี้คงดังเป็นพลุแตก”
“หนวกหูน่ายัยเรศ ! พูดมาก น่ารำคาญ” วีระวิทย์ว่า
กระถินที่ปากเจ่อกำลังทายาแก้ฟกช้ำให้สร้อยฟ้า
“ตาวิทย์…เมื่อไหร่จะเลิกทำตัวเหลวไหลเสียทีลูก แม่ขอเถอะนะตั้งหน้าตั้งตาเรียนให้จบ คุณปู่จะได้ยกสมบัติของท่าน แล้วก็บ้านหลังนี้ให้ลูกดูแลเสียที”
“ของตาย ! ผมเป็นหลานชายเพียงคนเดียวของตระกูลบดินทร์ธร ไม่ยกบ้านหลังนี้ให้ผม คุณปู่จะเก็บไว้ให้ใครหน้าไหนล่ะครับแม่” วีระวิทย์บอก
“คิดตื้นๆ ลืมนังดาหลาไปแล้วหรือไง ไหนจะอีนังร้อยดาวนั่นอีก โผล่หน้ามาอยู่ไม่ทันไร คุณปู่ก็ทำท่าจะเอ็นดูมันยิ่งกว่าเรศเสียอีก” ดาราเรศว่า
สร้อยฟ้ากับวีระวิทย์คล้อยตามและเห็นด้วยกับดาราเรศแต่ก็อดวิตกไม่ได้
“นังเวียงแก้ว ฉันยังส่งมันลงนรกมาแล้ว นับประสาอะไรกับลูกของมัน”
พูดจบสร้อยฟ้าก็ยิ้มมาดมั่น เธอเห็นร้อยดาวเหมือนลูกไก่อยู่ในกำมือ

จงจิตยืนคุยกับปั้นที่โรงรถ
“อีช็อกการีนั่น นับวันก็ยิ่งแผลงฤทธิ์มากขึ้นทุกที” จงจิตว่า
“คุณสร้อยฟ้าคงเริ่มระแคะระคายเรื่องของคุณบ้างแล้ว ทางที่ดี ช่วงนี้ คุณยังไม่ควรจะออกไปไหนให้เป็นที่สังเกต” ปั้นบอก
“ขนาดลูกตัวเองออกไปทำระยำตำบอนนอกบ้าน มันเป็นแม่แท้ๆ ยังไม่เคยรู้เรื่องรู้ราว ทำมาเป็นสอดรู้เรื่องของฉัน”
“คุณอย่าประมาทเด็ดขาด คุณสร้อยฟ้าพิษสงรอบตัว ถ้าไม่แน่จริง คงไม่อาศัยชายคาบดินทร์ธรอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้”
จงจิตคล้อยตามปั้นก่อนจะพูดด้วยแววตาอาฆาตมาดร้าย
“อย่าให้ถึงทีฉันบ้างก็แล้วกัน ฉันไม่ปล่อยมันไว้แน่”
ดารกาแอบมองอยู่ด้วยความสงสัย
“คุณแม่คุยอะไรกับนายปั้น ดูมีลับลมคมในพิลึก”
ร้อยดาวมาทางด้านหลังดารกา
“คุณ !”
ดารกาสะดุ้งเฮือกจึงเผลอเตะเข้ากับกระป๋องน้ำสังกะสีที่คว่ำอยู่เสียงดังเคร้ง จงจิตกับปั้นหันควับมามองทางดารกาทันทีแล้วก็ตกใจที่มีคนแอบฟัง
“มาไม่ให้สุ้มให้เสียง ตกใจหมด !” ดารกาว่า
ดารกาหันกลับไปยังโรงรถ แต่จงจิตกับปั้นหายไปแล้ว ร้อยดาวชะโงกหน้ามองตามดารกา
ร้อยดาวถาม “กำลังหาใครอยู่เหรอ ?”
“แส่ !” ดารกาว่า
ดารกาหน้าบึ้ง เธอเดินกระทืบเท้าปึงปังออกไปอย่างไม่สบอารมณ์ ร้อยดาวได้แต่มองอย่างคาใจเพราะอุตส่าห์พูดดีด้วยแท้ๆ

นมแสงกำลังคุยกับร้อยดาว
“เธอก็เป็นของเธออย่างนี้แหละค่ะ ทั้งดื้อรั้น ทั้งเอาแต่ใจ” นมแสงว่า
“คุณดารกาเป็นลูกแท้ๆของคุณพ่อปกรณ์กับคุณจงจิตจริงๆน่ะเหรอฉันไม่เห็นจะมีเค้าคุณพ่อเลยสักนิด” ร้อยดาวบอก
นมแสงชะงัก “ใครๆก็ว่าอย่างนั้นค่ะ ที่จริงแล้วชีวิตเธอออกจะน่าสงสารคุณท่านไม่ค่อยสนใจใยดีเธอเท่าไรนัก แม้กระทั่งคุณจงจิตเองก็เถอะ คุณหนูอย่าไปถือสาเลยนะคะ ถึงยังไงเธอก็เป็นน้องเป็นนุ่ง”
ร้อยดาวพยักหน้าเพราะเข้าใจดารกามากขึ้น
“นม ! นมเคยเห็นสร้อยเส้นนี้บ้างมั้ย ?”
ร้อยดาวถอดสร้อยที่คอออกให้นมแสงดู นมแสงดูอย่างพินิจพิจารณาซึ่งพอเห็นถนัดๆ ก็ตกใจ
“นี่มัน…สร้อยของคุณเวียงแก้วนี่คะ ทำไมถึงมาอยู่กับคุณหนูได้”
“เอ่อ… ฉันเจอเข้าโดยบังเอิญน่ะจ้ะ”
“สร้อยเส้นนี้ เป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่คุณปกรณ์ทิ้งไว้ให้ คุณเวียงแก้วเธอต้องแลกมาด้วยหยดน้ำตาและความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างที่สุดของหัวอกลูกผู้หญิง หลังจากคุณเวียงแก้วเสีย อิฉันก็ไม่เคยเห็นมันอีกเลย ของของคุณแม่ คุณหนูเก็บรักษาเอาไว้ให้ดีนะคะ”
นมแสงเอาสร้อยใส่มือร้อยดาวพร้อมกับกำชับหนักแน่นก่อนเดินไป
ร้อยดาวมองสร้อยในมือด้วยความรู้สึกพิศวง
เสียงน่านฟ้าเรียกดังขึ้น “คุณดาวคะ ! คุณร้อยดาว”

ร้อยดาวหันไปทางต้นเสียงทันที น่านฟ้าที่ชะเง้ออยู่ที่รั้วเตี้ยๆ กวักมือเรียกร้อยดาว

 เวียงร้อยดาว
เวียงร้อยดาว

น่านฟ้าเปิดประเด็นกับสิบทิศด้วยน้ำเสียงจริงจังมาก

“หญิงอยากไปเรียนต่อที่อังกฤษ”
สิบทิศยังคงง่วนกับรายงานเคสคนไข้ที่อยู่ตรงหน้า
“เลิกคิดเหลวไหลเรื่องนี้เสียทีเถอะ น่านฟ้า !”
“ทำไมล่ะคะ พี่ชาย !!! หญิงจะสอบชิงทุนไปเรียนต่อที่โน่น ทำงานหาเงินใช้เอง ไม่แบมือขอเงินพี่ชายสักบาทก็ได้”
สิบทิศปิดแฟ้มแล้วเงยหน้าพูดกับน่านฟ้าด้วยน้ำเสียงเครียด
“ทำไมถึงได้รั้นอยากจะไปนัก ?”
“หญิงใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กๆ อยากออกไปเห็นโลกกว้างนอกบ้าน อยากไปที่ นู่นที่นี่ ออกไปเจอผู้คน ผจญภัยกับสิ่งต่างๆ ที่ไม่เคยพบ ไม่เคยเห็น น่าตื่นเต้นดีออก ถ้าอยู่แต่ที่เดิมๆเราก็จะไม่ได้อะไรใหม่ๆ หญิงอยากไปเรียนรู้ว่าฝรั่งเขาคิด เขาทำอะไรกันบ้าง แถมยังได้ฝึกภาษาอังกฤษไปในตัวอีกต่างหาก ดีจะตาย”
“ใครยุ ?”
สิบทิศจ้องหน้าน่านฟ้าเพราะรู้ดีว่าจะต้องมีคนเป็นตัวการอยู่เบื้องหลังแน่นอน

ร้อยดาวกำลังนั่งอ่านนิตยสารอยู่ในห้องนั่งเล่น สิบทิศเดินเข้ามาเตรียมเฉ่งร้อยดาวเต็มที่
“เธอใช่มั้ยที่คอยยุยงให้ท้ายน่านฟ้าเรื่องไปเรียนที่อังกฤษ”
“ค่ะ ! ทำไมเหรอคะ” ร้อยดาวถาม
“ฉันไม่เห็นว่าการไปเรียนเมืองนอกเมืองนาจะดีตรงไหน เห่อเดินตามก้นฝรั่ง ไม่รู้จักคิดอะไรเองเสียบ้าง ปล่อยให้พวกฝรั่งตาน้ำข้าวมันจูงจมูกอยู่ได้”
“ดิฉันไม่ได้ต้องการให้คุณหญิงอ้าแขนรับทุกอย่างที่เป็นความคิดตะวันตกไปเสียหมด แต่คุณชายก็ทราบ…อังกฤษเป็นที่ยอมรับว่ามาตรฐานการศึกษาอยู่ในแถวหน้าของโลก พอเรียนจบ คุณหญิงจะได้เอาความรู้ที่โน่นกลับมาใช้พัฒนาเมืองไทย… ไม่ดีเหรอคะ ?”
สิบทิศอึ้งไปชั่วขณะเพราะจนต่อเหตุผลอันหนักแน่นของร้อยดาว
“แต่น่านฟ้าสุขภาพไม่แข็งแรงตั้งแต่เด็ก จะให้ไปอยู่ที่นั่นคนเดียวได้ยังไง เกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ใครที่ไหนจะดูแล ?”
น่านฟ้าหน้าม่อยด้วยความหมดหวังที่จะไปอังกฤษ
“แล้วใครบอกจะให้คุณหญิงไปอยู่ที่อังกฤษคนเดียวล่ะคะ ดิฉันนี่แหละ จะอยู่เคียงข้างคอยดูแลคุณหญิงน่านฟ้าเอง” ร้อยดาวบอก
น่านฟ้าได้ยินแล้วก็หูผึ่งเพราะมีประกายแห่งความหวังขึ้นมาทันที
“เธอน่ะหรือจะดูแลน้องสาวฉันได้ ! ลำพังเอาตัวเองให้รอดเสียก่อนเถอะ ก่อนที่จะคอยดูแลคนอื่น”
“อยู่อังกฤษ ดิฉันก็ดูแลตัวเองมาได้จนถึงป่านนี้ หากต้องดูแลคุณหญิงอีกสักคน คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร”
“อวดดีที่สุด ! ถึงยังไง ฉันก็ไม่มีวันฝากชีวิตน่านฟ้าไว้กับเธอแน่”
“พี่ชายไม่มีเหตุผลบ้างเลย !!! หญิงไม่อยากยุ่งด้วยแล้ว” น่านฟ้าว่า
สิบทิศจ้องหน้าน่านฟ้าก่อนหันหลังจากไปด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น

รัตนากรนั่งจิบชาอยู่ที่โถงกลาง สิบทิศเดินหัวเสียเข้ามา
รัตนากรเอ่ยถาม “ไปกินรังแตนที่ไหนมาล่ะ ถึงได้หน้านิ่วคิ้วขมวดขนาดนั้น”
“น่านฟ้ายังไม่เลิกล้มความคิดที่จะบินไปเรียนต่อที่อังกฤษ ท่านป้า” สิบทิศบอก
“เราเคยพูดเรื่องนี้กันหลายทีแล้วมิใช่รึ ? ไปอยู่ตั้งไกล ใครจะดูแล”
“เพราะแม่ร้อยดาวนั่นคนเดียว คอยให้ท้ายน่านฟ้า เสนอตัวจะดูแลน่านฟ้าเลยยิ่งรั้นเข้าไปใหญ่”
“หากน่านฟ้าตั้งใจอยากจะไปเรียนต่อที่อังกฤษจริงๆ มีแม่หนูร้อยดาวช่วยเป็นหูเป็นตาทางโน้น ป้าก็ค่อยคลายใจ”
“คนบ้านบดินทร์ธรไว้ใจได้เสียที่ไหน เรื่องนี้ คงไม่มีใครรู้ดีไปกว่าท่านพ่อ”
สิบทิศจ้องไปยังรูปวาดสีน้ำมันของวิรุฬที่ผนัง พลันภาพในอดีตก็วาบขึ้นมาในหัวของเขา

เหตุการณ์ในอดีต สิบทิศในวัยสิบขวบนิ่งอึ้งเมื่อเห็นเท้าของเวียงแก้วที่ปราศจากลมหายใจถูกคลุมด้วยผ้าขาวหน้าตึกบดินทร์ธร กลางสายฝน สิบทิศซึ่งอยู่ในชุดนอนวิ่งฝ่าสายฝนเข้ามา สิบทิศเห็นวิรุฬค่อยๆเอาปืนจ่อที่ขมับตัวเอง เสียงกระสุนปืนดังเปรี้ยง วิรุฬคว่ำหน้าลงพื้นจมกองเลือดแดงฉาน ต่อหน้าต่อตาสิบทิศที่ตกใจสุดขีด
“ท่านพ่อ !”
สิบทิศช็อคก่อนจะโผเข้ามากอดศพพ่อแล้วร้องไห้แข่งกับสายฝน และเสียงฟ้าที่คำราม

สิบทิศในปัจจุบันมีนัยน์ตากราดเกรี้ยวเพราะแค้นลึก
“เรื่องมันผ่านมาตั้งนานแล้ว หลานยังเก็บเอามาใส่ใจอีกหรือ ?” รัตนาการว่า
“ไม่ว่าจะอีกนานแค่ไหน หลานก็ไม่อาจลบความแค้นในใจที่บดินทร์ธรสร้างเอาไว้กับเราได้ ท่านป้า… ร้อยดาวเป็นคนในตระกูลที่ทำลายล้างเวฬุมาศ แล้วหลานจะกล้าปล่อยให้น่านฟ้าไปเรียนที่อังกฤษกับแม่คนนั้นน่ะหรือ ไม่มีวัน”

สิบทิศที่มีไฟแค้นสุมคับอกขบกรามเป็นสันนูนจนรัตนากรอดหวั่นใจไม่ได้

 เวียงร้อยดาว
เวียงร้อยดาว

น่านฟ้าซ้อนจักรยานที่ร้อยดาวเป็นคนปั่น

“พี่ชายไม่เคยเข้าใจหญิงเลยสักอย่าง เผด็จการ เอาแต่ใจสุดๆ ถือว่าตัวเองเป็นพี่ จะบังคับฝืนใจหญิงอย่างไรก็ได้” น่านฟ้าบ่น
“คุณชายคงรักคุณหญิงมาก เลยห่วงเป็นพิเศษ” ร้อยดาวบอก
“แต่หญิงโตแล้วนะคะ จ้ำจี้จ้ำไชเป็นเด็กๆอยู่ได้ แล้วเมื่อไหร่หญิงจะเป็นผู้ใหญ่กับเขาเสียที อึดอัดจะตาย ทุกวันนี้ก็แทบจะกระดิกตัวไม่ได้อยู่แล้ว เหมือนนักโทษอุกฉกรรจ์ยังไงยังงั้น หญิงน่าจะเกิดเป็นน้องสาวคุณร้อยดาวเสียเลยให้รู้แล้วรู้รอด”
“ตอนนี้ดิฉันก็เป็นพี่สาวให้คุณหญิงได้นะคะ”
“จริงหรือเปล่าคะ… ถ้าอย่างนั้น นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หญิงจะเรียกคุณว่า… “พี่ร้อยดาว” ดีไหมคะ”
“ยินดีมากๆค่ะ”
“วันๆพี่ชายปล่อยให้หญิงอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน น่าเบื่อจะแย่ หญิงนะ อยากไปเรียนต่อเมืองนอกใจจะขาด จะได้เปิดหูเปิดตา มีประสบการณ์การใช้ชีวิตกับเขาบ้าง กดดันหญิงดีนัก คอยดูนะ สักวัน หญิงจะหนีออกจากบ้าน”
“ขนาดนั้นเชียวเหรอคะ ?”
“ค่ะ ! หญิงจะต้องพิสูจน์ให้พี่ชายเห็นให้ได้ว่า หญิงโตแล้ว ! พี่ร้อยดาวคะ ช่วยพาหญิงไปไหนก็ได้ค่ะ ตอนนี้หญิงเบื่อสุดๆ”
ร้อยดาวคิดหาสถานที่ว่าจะพาน่านฟ้าไปผจญภัยที่ไหนดี

ร้อยดาวพายเรือพาน่านฟ้ามาถึงอีกฝั่งของเวียงร้อยดาว น่านฟ้าเห็นบรรยากาศของเวียงร้อยดาวอันน่าขนหัวลุกก็รู้สึกปอด
“พามาที่นี่ทำไมคะ !”
“ดิฉันอยากรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับที่นี่” ร้อยดาวบอก
ร้อยดาวจูงมือน่านฟ้า แต่น่านฟ้าเกร็งตัวเอาไว้
“แต่หญิงว่าบรรยากาศมันน่ากลัว เหมือนบ้านผีสิงยังไงก็ไม่รู้”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ก็แค่ตึกร้างเก่าๆเท่านั้น ไปกันเถอะค่ะ”
ร้อยดาวแอบรู้สึกร้อนๆหนาวๆเช่นเดียวกันแต่ก็ยื่นมือไปจูงน่านฟ้าให้ตามไปด้วยกัน

ร้อยดาวเอาก้อนหินทุบแม่กุญแจสนิมเกาะเขรอะจนหักสะบั้น โซ่ร่วงลงมากองที่พื้น อีกาที่เกาะอยู่บนหลังคากระพือปีกพึ่บพั่บบินออกไปพร้อมกับเสียงกรีดร้อง กา….กา ร้อยดาวเอื้อมมือไปผลักประตู ประตูค่อยๆเปิดออก มีเสียงเสียงดังแอ๊ด
“หญิงรออยู่ข้างนอกได้ไหมคะ เดี๋ยวช่วยดูต้นทางให้”
“แน่ใจนะคะ ว่าคุณน่านฟ้า อยู่คนเดียวได้”
น่านฟ้ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็นเพราะรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
“ก็ได้ค่ะ ถ้างั้นรอดิฉันอยู่ตรงนี้” ร้อยดาวบอก
ร้อยดาวก้าวเข้าไปภายในเวียงร้อยดาวเพียงลำพัง น่านฟ้าที่รออยู่ด้านนอกมองบรรยากาศรอบๆตัวอย่างหวาดหวั่น

ร้อยดาวเดินเข้ามาภายในก็เห็นข้าวของระเกะระกะเต็มไปหมดเหมือนในความฝันทุกประการ ร้อยดาวกวาดตามองอย่างแปลกใจ เธอเห็นนาฬิกาตั้งพื้นโบราณที่ตายแล้วเวลาตีสอง
“เหมือนในความฝันเปี๊ยบ”
ทันใดนั้น ค้างคาวแม่ไก่ก็บินเฉียดหัวร้อยดาวไป ร้อยดาวใจหายวาบ
“อ๊าย !!”
ร้อยดาวเห็นชัดๆว่าเป็นค้างคาวก็โล่งอก ร้อยดาวแหงนขึ้นไปมองเห็นเชือกเส้นใหญ่ที่เวียงแก้วผูกคอตายห้อยลงมาจากด้านบน เหนือเชือกเส้นนั้นมีผ้ายันต์เก่าแก่ที่ใช้สะกดวิญญาณเวียงแก้วจะหลุดแหล่ไม่หลุดแหล่ มีสายสิญจน์พันระโยงระยางอยู่ ส่วนด้านล่างมีบายศรีปากชามแห้งกรอบวางอยู่คู่หนึ่ง ร้อยดาวขนลุกตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า เธอมองนิ่งคล้ายตกอยู่ในภวังค์ ทันใดนั้นเวียงแก้วก็ปรากฏตัวขึ้นมากระซิบที่ข้างหู
“ปลดปล่อยแม่ ร้อยดาว”
ร้อยดาวเอื้อมมือจะไปแกะผ้ายันต์ออกด้วยอาการเลื่อนลอย มือของเธอเกือบจะถึงอยู่แล้ว ทันใดนั้น น่านฟ้าก็โผล่เข้ามาขัดจังหวะพอดี
“จะทำอะไรคะ พี่ร้อยดาว !!”
ผีเวียงแก้วหันไปมองน่านฟ้าก่อนหายวับไปอย่างไม่พอใจเพราะเกือบจะสำเร็จอยู่แล้ว ร้อยดาวรู้สึกตัวก็ออกจากภวังค์
“หญิงว่าเรากลับกันเถอะค่ะ ที่นี่ไม่เห็นจะมีอะไรเลย นอกจากข้าวของโบราณคร่ำครึ”
ร้อยดาวมองไปยังบายศรีปากชามที่ใช้ทำพิธีกรรมสะกดวิญญาณแล้วถามน่านฟ้า
“ของพวกนี้ เอาไว้ทำอะไรเหรอคะ ?”
น่านฟ้ารู้สึกขนลุกเกรียว และไม่กล้าตอบ
“กลับเถอะ… นะคะ !”
“ขอขึ้นไปสำรวจข้างบนอีกนิดเถอะนะคะ แล้วดิฉันจะรีบพาคุณน่านฟ้ากลับทันที” ร้อยดาวบอก
น่านฟ้าทำหน้าบอกบุญไม่รับเพราะอยากจะออกไปจากที่นี่ให้พ้นๆ
“คุณน่านฟ้าจะออกไปคอยข้างนอกก่อนก็ได้นะคะ”
น่านฟ้าส่ายหัวดิก
“หญิงไปด้วยดีกว่าค่ะ จะได้อุ่นใจ ท่านป้าสอนไว้ว่า คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย แต่ถ้าจะให้สบาย ต้องไปเป็นฝูง”

ร้อยดาวยิ้มขำในท่าทีกล้าๆกลัวๆของน่านฟ้า

 เวียงร้อยดาว
เวียงร้อยดาว

รูปภาพแต่งงานของวิรุฬกับอาภาถูกแขวนอยู่ สิบทิศพูดขึ้นมา

“ท่านพ่อยอมแต่งงานกับท่านแม่ด้วยภาวะจำยอม ใช้ชีวิตคู่กันอย่างรอมชอมเพราะคำว่าหน้าที่” สิบทิศแค่นหัวเราะ “ใครจะล่วงรู้ล่ะว่าวันหนึ่งหม่อมเจ้าวิรุฬ เวฬุมาศ จะทรงหูหนวกตาบอดถึงขั้นยอมทิ้งลูกทิ้งเมีย ทิ้งภาระหน้าที่ ถวายชีวิตเซ่นพลีความรักโดยไม่เกรงคำครหา”
“ความรักไม่ ได้ทำให้คนตาบอดหรอกนะ แต่คนเราต่างหากที่ยอมตาบอดเพื่อความรัก ความรักก่อเกิดพลังทั้งด้านบวกและลบ ทั้งสร้างสรรค์และทำลาย ทำให้มีความสุขและความทุกข์ได้ในเวลาเดียวกันเปรียบเสมือนไฟที่ให้ทั้งคุณและโทษ อยู่ที่ว่าใครจะรู้จักและเข้าใจความรักในด้านไหน” รัตนากรว่า
“เพราะความรักที่ท่านพ่อมีต่อผู้หญิงบ้านบดินทร์ธรคนนั้นแท้ๆ ที่ทำให้เวฬุมาศต้องอัปยศ มีอันเป็นไปได้ถึงเพียงนี้”
“ที่หลานพูดมาไม่ใช่ความรัก แต่เป็นความหลงต่างหาก ความหลงทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในรักอย่างงมงาย ขาดการยั้งคิด เสียคนด้วยอารมณ์ชั่ววูบที่เกิดจากความรักจอมปลอม… รู้จักเปิดใจเสียบ้าง… เอาน้ำตาลบความแค้นในใจ แล้วหลานจะเห็นอะไรชัดขึ้น สิบทิศ”
แม้จะพยายามคิดตามในสิ่งที่รัตนากรพูด แต่สิบทิศก็ยังไม่เข้าใจความรักที่แท้จริง

ร้อยดาวกับน่านฟ้าค่อยๆย่องขึ้นบันไดมายังชั้นบน บนหอดูดาวมีอุปกรณ์ต่างๆ เช่น กล้องดูดาว แผนที่ดวงดาว โมเดลการเคลื่อนที่ของสุริยจักรวาล ฝุ่นจับเขรอะ เต็มไปหมด ทั้งสองตื่นตาตื่นใจ
น่านฟ้าเอาตาเข้าไปแนบกล้องดูดาว “กล้องดูดาว ตัวนี้ ยังสภาพดีอยู่เลยค่ะ”
น่านฟ้ากราดตาไปรอบๆ จนเห็นผีเวียงแก้วผมยาวปรกหน้ายืนจ้องอยู่บนหลังคาในชุดขาวโพลนพริ้วไสวก็ตกใจ เธอรีบเงยหน้าขึ้นมาดูแต่ไม่เห็นใครยืนอยู่ตรงหน้า
น่านฟ้าเริ่มรู้สึกใจคอไม่ค่อยดี เธอหวาดๆ จึงผละออกและไม่กล้าส่องกล้องเล่นอีก น่านฟ้าถอยกรูดจนเหยียบลงไปบนพื้นไม้ผุๆ ดังกร๊อบเหมือนไม้ที่กำลังจะพัง ร้อยดาวซึ่งกำลังสำรวจร่องรอยอยู่ รีบหันไปมอง
“คุณน่านฟ้า ระวังค่ะ !”
ร้อยดาวรีบผลักน่านฟ้าออกไปก่อนที่พื้นจะหักผั๊วะลงไปข้างล่าง ร้อยดาวรับเคราะห์ตกลงไปข้างล่างแทนน่านฟ้า
น่านฟ้าตกใจ “พี่ร้อยดาว !”
ร่างร้อยดาวลอยหวืออยู่ในอากาศ

ภาพในอดีตย้อนกลับมา
ปกรณ์กับวิรุฬกำลังดูคนงานก่อสร้างหอดูดาวที่เกาะกลางบึงบัว
“การก่อสร้างรุดหน้าไปมาก หอดูดาวของเกลอ เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นทุกที” วิรุฬว่า
“สร้างเสร็จเมื่อไหร่ กระหม่อมจะเชิญแขกเหรื่อทั้งทางบดินทร์ธรและเวฬุมาศมาร่วมงานเลี้ยงฉลองให้สมเกียรติเลยทีเดียว ว่าแต่ฝ่าบาทเถอะ เมื่อไหร่จะทรงจัดงานฉลองกับเขาบ้าง กระหม่อมอยากไปร่วมงานเสกสมรสของฝ่าบาทเต็มแก่” ปกรณ์บอก
“บางที คงอีกไม่นานนี้”
“จริงรึ ฝ่าบาท ! กระหม่อมอยากเห็นหน้าเจ้าสาวผู้โชคดีคนนั้นจริงๆ”
วิรุฬยิ้มแต่ไม่ยอมตอบปกรณ์ว่าหญิงคนนั้นเป็นใคร

ดิลกกับจันทร์ฉายนั่งคุยกับดำรงที่โถงกลาง
“ไม่รอให้ฉันตายก่อนล่ะ ถึงค่อยโผล่หัวกลับมา !!” ดำรงว่า
“ก่อนหน้านี้กระผมต้องอยู่ดูแลตึกแถวเยาวราชสมบัติเก่าของคุณแม่ ต้องทาสีปรับปรุงใหม่ทั้งหลังถึงประกาศให้เช่า ตอนนี้มีคนขอเซ้งเต็มทุกคูหา ดูแล้วไม่น่าห่วง กระผมเลยถือโอกาสพาจันทร์ฉายขึ้นมากราบคุณพ่อ” ดิลกบอก
“หล่อนก็ช่างกระไร ไม่รู้จักตักเตือนผัว อย่าบ้างานให้มันมากนักตายไป แม้แต่เงินในปากก็ยังเอาไปไม่ได้”
“คุณพี่ว่ายังมีแรงก็ทำไปก่อน ดิฉันเลยพลอยขัดไม่ได้”
“อยู่กินกันมาก็หลายปีดีดัก เมื่อไหร่หล่อนกับเจ้าดิลกจะมีหลานให้ฉันอุ้มเสียที”
จันทร์ฉายก้มหน้านิ่งเพราะไร้วี่แววว่าจะมีลูก
“เรื่องนี้คงสุดแท้แต่บุญวาสนา ถึงเวลา ก็คงมีเอง” ดิลกบอก
“ไร้น้ำยาจริงๆ แม่จันทร์ฉายออกจะแข็งแรง หาเงินหาทองเอาไว้ตั้งมากมาย ไม่มีลูก ตายไป ใครที่ไหนจะรับช่วงดูแล” ดำรงว่า
ดิลกกับจันทร์ฉายพูดไม่ออกเพราะอยากมีลูกเหมือนกันแต่จนปัญญา ดิลกหันไปสั่งนมแสงที่อยู่ใกล้ๆ
“นมแสง ! ช่วยเป็นธุระดูแลห้องหับให้เจ้ากับดิลกกับเมียมันด้วย แล้วให้ใครไปตามเจ้าปกรณ์ที บอกว่าน้องมันมาหา”
“เจ้าค่ะ”

นมแสงยิ้มให้ดิลกกับจันทร์ฉายตามประสาคนคุ้นเคย

 เวียงร้อยดาว
เวียงร้อยดาว

“ขวัญอ่อนจริงนะ แม่คุณ นิดก็สะดุ้ง หน่อยก็สะดุ้ง” เสงี่ยมว่า
เวียงแก้วรู้สึกร้อนๆหนาวๆ เพราะไม่รู้ว่าเสงี่ยมจะมาไม้ไหน
“มานี่ !”
เสงี่ยมจับต้นแขนเวียงแก้วแล้วบีบแรงๆ ก่อนจะลากไป

เวียงแก้วถูกผลักล้มลงแทบเท้าของจงจิตที่ยืนหันหลังรอท่าอยู่ก่อนแล้ว จงจิตหันมายิ้มเหมือนแมวที่เห็นหนูอยู่ตรงหน้า
เวียงแก้วเสียงสั่น “คุณจงจิต มีอะไรให้ข้าเจ้ารับใช้หรือเจ้า”
“ฉันจะทำแกงส้ม แกลงไปเก็บไหลบัวให้ฉันที”
เวียงแก้วมองหาเรือ แต่ไม่พบ
จงจิตพูด “ไม่ต้องหาหรอก ฉันใช้ให้บังหนั่นเอาเรือไปชันรอยรั่ว เรือไม่มี… แกต้องลงไปงมมาให้ฉัน”
“แต่ข้าเจ้า…ว่ายน้ำบ่เป็นเจ้า”
“ไม่เป็น แกก็ต้องทำ ฉันสั่ง ! ไปสิ”
“แกจะลงไปดีๆ หรือจะลงด้วยน้ำตา ห๊า ! นังเวียงแก้ว”
เวียงแก้วไม่มีทางเลือก เธอค่อยๆเดินลงบึงบัวไปแบบกล้าๆกลัวๆ เพื่อเก็บไหลบัวให้จงจิต
“ออกไปอีก… ไปเก็บตรงกลางบึงโน่น” จงจิตสั่ง
เวียงแก้วเดินลงไปเรื่อยๆจนน้ำจะมิดหัวอยู่รอมร่อ แล้วก็พยายามที่จะทำตามคำสั่งจงจิตโดยการลงไปเก็บไหลบัวหลวงที่อยู่กลางบึง จนกระทั่งหมดแรงเอาตัวไม่รอด
“ช่วยด้วย…. ช่วยข้าเจ้า”
เสงี่ยมซึ่งอยู่ที่ริมตลิ่งกับจงจิตถามอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้
“คุณเจ้าขา… มันจะจมน้ำตายหรือเปล่า”
“เดี๋ยวมันก็มีปัญญาหาทางขึ้นมาจนได้เองนั่นแหละ”
จงจิตมองอย่างเลือดเย็น ก่อนเดินจากไปทั้งคู่

เต็มเดือนสั่นกระดิ่งเรียกเวียงแก้ว เต็มเดือนสั่นกระดิ่งแรงขึ้นอย่างเริ่มมีน้ำโหที่เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมมาเสียที
“ไปไหนนะ !”
เต็มเดือนอารมณ์ขุ่นเล็กน้อย

เต็มเดือนตามหาเวียงแก้วถึงเรือนคนใช้ที่บรรยากาศเงียบเชียบ เธอถือวิสาสะเข้าไปภายในห้องเวียงแก้ว เต็มเดือนเข้ามาภายในห้องเวียงแก้วแต่ก็ไม่พบ เธอเห็นกล่องกำมะหยี่ที่ใส่สร้อยของปกรณ์วางอยู่ที่หัวนอนก็จำได้ เต็มเดือนนึกถึงตอนที่พบกล่องใบเดียวกันนี้ที่ห้องของปกรณ์
เต็มเดือนฉุกใจเดินเข้าไปเปิดกล่องใบนั้นเพื่อดูให้แน่ใจ เธอเห็นสร้อยเส้นเดียวกันนั้นอยู่ในกล่อง เต็มเดือนโกรธจัดเพราะเข้าใจว่าเวียงแก้วขโมยสร้อยเส้นนี้มา

ปกรณ์กับวิรุฬเดินคุยกันมาจนถึงริมบึงบัว มือของเวียงแก้วโผล่พ้นน้ำขึ้นมาขอความช่วยเหลือ วิรุฬไม่รอช้ากระโดดลงไปช่วยทันที ขณะที่ปกรณ์ละล้าละลัง ปกรณ์เห็นว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นเวียงแก้วก็ตะโกนเรียกบ่าวไพร่
“เฮ้ย !!! คนจมน้ำ ! ใครอยู่แถวนี้บ้างวะ มานี่สิ”
ดิลก จันทร์ฉาย และนมแสงกรูกันเข้ามาหน้าตาตื่น วิรุฬช่วยเวียงแก้วซึ่งหมดสติไปแล้ว ขึ้นมาจากน้ำ วิรุฬหอบเหนื่อยและถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกับพื้น
“พาท่านชายขึ้นไปบนตึกก่อน” ปกรณ์บอก
“เชิญเสด็จ ฝ่าบาท”
ดิลกกับจันทร์ฉายเชิญวิรุฬขึ้นไปบนตึก
นมแสงไม่ไปไหน เธอเฝ้าดูเวียงแก้วด้วยความเป็นห่วง นมแสงตบหน้าเวียงแก้วพอให้รู้สึกตัว
“เวียงแก้ว ! แม่เวียงแก้ว”
จงจิตกับเสงี่ยมทำหน้าตาตื่นตกอกตกใจในขณะที่ปราดเข้ามา
“ตายแล้ว !!! เวียงแก้วจมน้ำหรือคะ โธ่… เป็นเพราะน้องแท้ๆเชียวที่ใช้เวียงแก้วลงไปเก็บไหลบัว อุตส่าห์หวังดีตั้งใจจะเอามาแกงส้มให้คุณพี่…. ไม่นึกเลย” จงจิตว่า
จงจิตพูดยังไม่ทันขาดคำ ปกรณ์ก็อุ้มร่างเวียงแก้วที่หมดสติเดินออกไป จงจิตไม่พอใจ เธอหมั่นไส้ที่ปกรณ์ดูจะเป็นห่วงเวียงแก้วจนออกนอกหน้า

ปกรณ์อุ้มเวียงแก้วที่ตัวเปียกโชกเข้ามาในห้องแล้ววางลงบนที่นอน ปกรณ์จ้องเวียงแก้ว พอเห็นเสื้อผ้าที่แนบเนื้อก็รู้สึกต้องใจ เขาเอื้อมมือไปสัมผัสตัวเวียงแก้วอย่างแผ่วเบา เวียงแก้วรู้สึกตัว ลืมตาขึ้น พอเห็นปกรณ์ เธอก็รีบผุดลุกขึ้นนั่งแล้วเอาผ้าห่มปิดบังกาย
“ถ้าฉันไม่เผอิญผ่านมาพบเข้า เธอต้องแย่แน่ๆ”
“คุณปกรณ์ช่วยชีวิตข้าเจ้าไว้ ?”เวียงแก้วถาม
ปกรณ์ไม่ตอบ เขารู้อยู่เต็มอกแต่สวมรอย เขาแสร้งยิ้มน้อยๆแทนคำตอบ เวียงแก้วก้มลงกราบปกรณ์ที่เท้าด้วยความซาบซึ้งก่อนจะร้องไห้ละล่ำละลัก
“ขอบคุณเจ้า… ขอบคุณคุณปกรณ์จ้าดนักเจ้า”
ปกรณ์ปลอบ “ไม่ต้องร้อง… เธอไม่เป็นไร ฉันก็ดีใจแล้ว”
ปกรณ์แตะที่ไหล่ของเวียงแก้วแล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม เวียงแก้วจ้องหน้าปกรณ์แล้วรู้สึกแปร่งๆ ทันใดนั้น เต็มเดือนก็เดินเข้ามาเห็นเต็มตา ปกรณ์รีบผละมือออกเพราะกลัวเต็มเดือนผิดสังเกต
“เห็นนมแสงไปรายงานว่าเธอจมน้ำ… ฉันเลยมาเยี่ยม” เต็มเดือนบอก
เวียงแก้วก้มหน้า เธอสัมผัสได้ว่าเต็มเดือนรู้สึกไม่พอใจอะไรเธอบางอย่าง
“ไม่ได้เป็นอะไรแล้วนี่ ฉัน…กับคุณพี่ ! จะได้ไม่เป็นห่วง”
เต็มเดือนพูดเน้นพลางมองไปยังปกรณ์เพื่อปรามอย่างรู้ทัน ก่อนหันหลังจะเดินออกจากห้อง
เต็มเดือนหันกลับมาสั่งเวียงแก้ว “เสร็จธุระแล้ว… ขึ้นไปพบฉันที่ห้อง”

เต็มเดือนสั่งจบก็ออกจากเรือนคนใช้ เวียงแก้วรู้สึกตะครั่นตะครอ ร้อนๆหนาวๆบอกไม่ถูก

 เวียงร้อยดาว
เวียงร้อยดาว

ร้อยดาวจ้องผีเวียงแก้วในชุดดำตรงหน้า ตาค้าง ใจเต้นรัวไม่เป็นส่ำ

เวียงแก้วเข้ามาลูบหัวร้อยดาวไล่ไปจนถึงแผ่นหลังของเธอด้วยความเอ็นดู ร้อยดาวขยับถอยออกห่าง รู้สึกตะครั่นตะครออย่างประหลาดจนขนลุกไปทั้งร่าง ร้อยดาวถอยไปเหยียบยันต์ที่ร่วงอยู่ที่พื้นจนเป็นเหตุให้ยันต์เสื่อม
“แม่รอวันนี้มานานเท่ากับอายุของลูก ร้อยดาว…25 ปีแห่งความทุกข์ทรมานแสนสาหัส… มันช่างเนิ่นนานเหลือเกิน แม่ถูกมนต์ดำจองจำกักขังให้อยู่ในความมืดมิดโดดเดี่ยว กับไฟแค้นที่สุมแน่นอยู่ในอก ในที่สุด วันที่แม่รอคอยก็มาถึงจนได้… ขอบใจลูกมากนะที่ช่วยปลดปล่อยแม่ให้เป็นอิสระจากผ้ายันต์อัปรีย์ผืนนั้น”
เวียงแก้วจ้องไปยังผ้ายันต์ที่พื้น ทันใดนั้นก็เกิดควันแล้วติดไฟลุกพรึ่บไหม้ผ้ายันต์เป็นจุณ เวียงแก้วหัวเราะด้วยความสะใจ
“ใครกันคะ ใจร้าย ใช้คาถาอาคมทำกับวิญญาณคุณแม่ถึงขนาดนี้”
“อยากรู้จริงๆนะหรือจ๊ะ… อดใจรออีกสักหน่อย แล้วลูกก็จะรู้เอง คนโฉดชั่วที่เคยก่อกรรมทำเข็ญไว้กับแม่ กำลังจะได้รับโทษทัณฑ์ตอบสนองอย่างสาสมในอีกไม่ช้า จนกว่าจะถึงวันพินาศของพวกมันทุกคน”
ร้อยดาวถามอย่างหวาดๆ “คุณแม่กำลังคิดจะทำอะไรคะ ?”
“แผลกลัดหนองในอกแม่มันบวมสุก ต้องบ่งทิ้งเสียบ้างถึงจะทุเลา แม่จะเอาเลือดคนเขลามาล้างเวียงร้อยดาวให้สิ้นบดินทร์ธร”
เวียงแก้วหัวเราะลั่นก่อนจะกลายเป็นกลุ่มควันสีดำ พุ่งกระแทกกระจกแตกออกไปนอกหน้าต่าง
ร้อยดาวมือไม้สั่นและใจเต้นรัว เธอมองไปยังเศษซากยันต์ที่ไหม้เป็นจุณแล้วก็กลืนน้ำลายอย่างยากเย็น

ท้องฟ้าแลบแปลบปลาบ คำรามครืน พายุฝนตั้งเค้าทำท่าจะเทลงมาอย่างหนัก บังหนั่นวิ่งหน้าเริ่ดเข้ามาหลบพายุที่พัดฮือรุนแรงในป้อมยาม
“อีนี่มันเกิดอาเพศอะไรกัน อย่างกับฟ้าจะถล่ม น่ากลัวจริงๆ เกิดมาไม่เคยพบไม่เคยเห็น”
บังหนั่นเห็นกลุ่มควันสีดำเป็นรูปร่างของเวียงแก้วพัดลอยวูบผ่านหัวมุ่งไปยังทิศของคฤหาสน์บดินทร์ธรอย่างรวดเร็ว
“นั่นมัน…ผะ..ผะ..ผี !”
บังหนั่นตาเหลือกค้าง เขาชี้นิ้ว ปากคอสั่น เข่าอ่อนยวบ

ท้องฟ้าแปรปรวน แลบแปลบปลาบ ลมเย็นกรรโชกพัดเข้ามาทางหน้าต่างตีปังๆ ดำรงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้โยกตัวโปรดสั่นกระดิ่งเรียกดาหลา ประตูทางด้านหลังดำรงเปิดเสียงดังแอ๊ดอย่างช้าๆ
“ปิดหน้าต่างให้ฉันที แม่ดาหลา !”
ไม่มีเสียงตอบ ดำรงหันไปมองเห็นประตูเปิดแง้มอยู่แต่ก็ไม่เห็นใคร ดำรงขมวดคิ้ว บริเวณใกล้เท้าของดำรงมีน้ำหยดแหมะๆลงมา ดำรงหันมาแล้วก้มลงมองช้าๆ ดำรงเห็นเส้นผมเปียกพาดเช็ดลงบนหลังเท้า เวียงแก้วสยายผมเช็ดหลังเท้าดำรงด้วยความเคารพ เวียงแก้วค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาช้าๆ จนดำรงเห็นหน้าได้ถนัด
ดำรงตกใจสุดขีด “เวียงแก้ว !”
“วิญญาณข้าเจ้าไปไหนบ่ได้”
“ทำไม ?”
“ช่วยนิมนต์พระมาสวดส่งวิญญาณข้าเจ้าไปสู่สุคติทีเถอะนะเจ้า”
“ศพเธอ เจ้าปกรณ์มันเผาไปแล้วนี่ จะเอาอะไรอีก”
“ยังเจ้า ! ศพของข้าเจ้ายังอยู่”
“เธอพูดเรื่องอะไร ฉันไม่เข้าใจ”
เวียงแก้วแสร้งเล่นละครตบตาก่อนจะร้องไห้น่าเวทนา
“ชีวิตของข้าเจ้าอาภัพนัก ตั้งแต่ถูกพ่อส่งมาขัดดอกกับคุณท่านที่นี่ข้าเจ้าต้องกินน้ำตาต่างข้าวแทบทุกมื้อ ตอนยังอยู่ ถูกเขาโขกสับ ย่ำยีสารพัดจนสิ้นใจ ตอนตาย ยังไม่วายถูกเอาศพถ่วงน้ำ ไม่ให้ผุดไม่ให้เกิด ข้าเจ้าทำผิดคิดร้ายอะไรหรือเจ้า ทำไมถึงต้องทนรับชะตากรรมเลวร้ายเช่นนี้”
ดำรงนิ่งอึ้งแล้วค่อยคลายจากความหวาดกลัวกลายเป็นความสงสาร
“ใครเป็นคนทำ บอกฉันมา ฉันจะให้ความเป็นธรรมกับเธอเอง”
เวียงแก้วส่ายหน้าไม่ยอมตอบ ก่อนน้ำตาจะร่วงเผาะ
“ข้าเจ้ามากราบเท้าขอความกรุณาจากคุณท่านเป็นครั้งสุดท้ายศพข้าเจ้าถูกโซ่ตรวนล่ามไว้ราวกับสัตว์ถ่วงอยู่ก้นบึงมืดมิด ช่วยงมเอาศพของข้าเจ้าขึ้นจากน้ำที น้ำในบึงบัวหนาวเหลือเกิน เวทนาเอาศพข้าเจ้าขึ้นมาทำบุญอุทิศกุศลให้ด้วยเถอะนะเจ้า”
เวียงแก้วยกมือไหว้ปลกๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำตานองหน้าแล้วหายวับไปต่อหน้าต่อตา ดำรงเหงื่อแตกซิกนั่งตัวแข็งอยู่บนเก้าอี้โยกเพราะทำอะไรไม่ถูก ดาหลาถือเหยือกน้ำใส่ถาดเดินเข้ามาพอดี พอเห็นดำรงหน้าซีด เหงื่อแตกเต็มหน้าทั้งๆที่ลมออกจะพัดแรงขนาดนั้น ดาหลาก็ถามด้วยความเป็นห่วง
“คุณท่านเป็นอะไรหรือเปล่าคะ ?”
ดำรงพยายามคุมเสียงให้เป็นปกติ “ปละ…เปล่า… ฉันไม่ได้เป็นอะไร”
ดาหลาขมวดคิ้วอย่างไม่ปักใจเชื่อ ดำรงเหงื่อผุดเต็มหน้าเพราะยังไม่อยากจะเชื่อภาพที่ปรากฏตรงหน้าเมื่อครู่

เสียงเพลง “กลิ่นยี่โถแดง” ที่ห้องเต็มเดือนยังคงเปิดอยู่ เข็มสุดท้ายปักรูปดอกยี่โถเสร็จเรียบร้อยพอดี เต็มเดือนมองแล้วยิ้มอย่างพอใจ ทันใดนั้นแผ่นเสียงก็กลายเป็นเสียงยานคางน่าขนลุก ก่อนตกลงทำให้เงียบกริบไป เต็มเดือนอารมณ์ขุ่นลุกไปขยับเข็มแผ่นเสียงที่ตกร่องแต่ก็ไม่เป็นผล เวียงแก้วร้องเนื้อเพลงที่ต่อจากในแผ่นเสียงด้วยเสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นด้านหลัง
“อันสาวหนุ่มทุกคน เคยประจักษ์รสรัก
เลื่่อนลอยสุดสอย สุดสื้นกลิ่นยี่โถแดง…”
เต็มเดือนคุ้นเสียง พอหันหลังกลับมาก็สะดุ้งเฮือกใจหายวาบ
เต็มเดือนเห็นเวียงแก้วร่างเปียกน้ำนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ตรงหน้าก่อนจะค่อยๆ ก้มลงกราบด้วยอาการผิดปกติ มีเสียงกระดูกลั่นกร๊อบๆตามจังหวะการก้ม
“นานมากแล้วที่ข้าเจ้าบ่ได้ขึ้นมากราบ คุณเต็มเดือนสบายดีหรือเจ้า”
เต็มเดือนถอยหลังกรูด ผ้าปักลายดอกยี่โถตกลงที่พื้นอย่างแทบไม่เชื่อสายตา
“เวียงแก้ว !”
เวียงแก้วเก็บผ้าปักของเต็มเดือนขึ้นมาดู เวียงแก้วมองแล้วยิ้มก่อนจะส่งคืนให้
“งามจ้าดนัก ดอกยี่โถช่างงามเหมือนคุณเต็มเดือนบ่มีผิด”
เต็มเดือนยื่นมือไปรับแบบกล้าๆกลัวๆ แล้วกระชากผ้ากลับทันที
เต็มเดือนละล่ำละลัก “กลับมาที่นี่อีกทำไม ?”
“จะผลักไสไล่ส่งข้าเจ้าไปไหน ข้าเจ้าก็ไม่ไปทั้งนั้น คุณเต็มเดือนอุตส่าห์เมตตาชุบเลี้ยงข้าเจ้าเสมอมา ไม่ว่าตอนอยู่หรือตอนตาย แล้วจะให้ข้าเจ้าเนรคุณ ทิ้งไปได้อย่างไร”
“ไปที่ชอบๆเถอะ แล้วฉันจะทำบุญไปให้”
“ข้าเจ้าชอบบ้านหลังนี้… ข้าเจ้าจึงกลับมาอยู่ที่นี่ยังไงล่ะเจ้า…”
เวียงแก้วค่อยๆเอื้อมมือที่เน่าเฟะนั้นแตะเบาๆที่หลังเท้าของเต็มเดือน เต็มเดือนชักเท้ากลับด้วยความขยะแขยง
“ไม่ต้องกลัวนะเจ้า… กลับมาคราวนี้ ข้าเจ้าจะมาสนองคุณรับใช้คุณเต็มเดือนให้ถึงขนาด”
เวียงแก้วยิ้มเย็นเช่นเดียวกับที่เต็มเดือนเคยยิ้มอยู่บ่อยๆ ก่อนค่อยๆเลือนหายไป

เต็มเดือนเข่าอ่อน ถึงกับทรุดลงกับเก้าอี้ หน้าซีดเผือด หายใจถี่ๆ เต็มเดือนก้มลงมองดูหลังเท้าที่ยังมีคราบน้ำเปียกชื้นอยู่

 เวียงร้อยดาว
เวียงร้อยดาว

ดวงจันทร์มืดมิดเพราะเป็นคืนข้างแรม

ปั้นนั่งเอาไม้เขี่ยกองไฟไล่ยุงด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน โดยที่รถของจงจิตจอดอยู่ใกล้ๆ เสียงร้องครวญครางของจงจิตด้วยความกระสันต์ดังขึ้นมา ปั้นหันไปมองอย่างไม่สบอารมณ์ที่จงจิตไปร่วมรักกับชายอื่นที่ไม่ใช่ตน

จงจิตเสร็จกิจก็ผล็อยหมดแรงนอนลงไปข้างๆเด็กหนุ่มคู่ขาด้วยความอิ่มเอม จงจิตพลิกตะแคงหันมาทางเด็กหนุ่มที่นอนหลับอยู่ข้างๆด้วยความเอ็นดู ผีเวียงแก้วค่อยๆโผล่หน้าอันซีดขาว เน่าเฟะขึ้นมาจากด้านข้าง จงจิตตาเหลือกลานเพราะช็อคสุดขีด
จงจิตปากคอสั่น “แก…แก…”
เวียงแก้วคืบคลานเข้ามาหาจงจิตช้าๆ จงจิตกระถดถอยลนลานด้วยความกลัว
“จำข้าเจ้าได้ก่า… คุณจงจิต… ข้าเจ้าอีเวียงแก้วยังไงล่ะเจ้า”
จงจิตฟันกระทบกันด้วยความกลัว “ออกไป…ออกไป”
“อย่าเพิ่งไล่ข้าเจ้าเลย ขอให้ข้าเจ้าได้อยู่ดูลีลาคุณจงจิตร่วมรักกับละอ่อนเป็นบุญตาด้วยคนได้ก่า… อยากรู้ว่ามันจะน่ากะสันต์สักเพียงไหน ?”
จงจิตกลัวจนน้ำตาไหล “อย่าเข้ามา… ออกไป”
ผีเวียงแก้วค่อยๆคืบคลานมาหาจงจิตอย่างช้าๆ เอื้อมมือมาลูบแก้มจงจิต จงจิตเบือนหน้าหนีด้วยความสะอืดสะเอียน
“หน้างามๆของคุณจงจิตยังพอมียางเหลืออยู่หรือไม่ ข้าเจ้าใคร่จะรู้นัก สะใภ้รองของตระกูลบดินทร์ธรเสพสมบำบัดความใคร่กับคนงานคนสวน หากเรื่องนี้แพร่งพราย จะเอาหน้าไปไว้ที่ใดหนอ”
จงจิตกรีดร้องสุดเสียง “กรี๊ด !!”
ปั้นที่อยู่ด้านนอกได้ยินเสียงจงจิตกรีดร้องก็รีบผลักประตูเข้าไป ปั้นผลักประตูเข้ามาเห็นจงจิตในสภาพเปลือยเปล่าแต่เอาผ้าห่มปิดของสงวนนั่งตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าอยู่บนแคร่ ปั้นไม่พูดพร่ำทำเพลงรีบปราดเข้าไปต่อยเด็กหนุ่มทันที
“มึงทำอะไรคุณจงจิต ห๊า !”
“ผมไม่รู้ อยู่ๆคุณนายก็หวีดร้องขึ้นมา”
ปั้นโยนเงินให้เด็กหนุ่มหน้าอ่อนที่นั่งงงงวยตาค้างเพราะไม่เข้าใจว่าตนทำอะไรผิด
“มึงออกไปก่อน”
เด็กหนุ่มคนนั้นรีบเก็บเงิน คว้าเอาเสื้อผ้า กางเกงเพื่อปิดบังร่างก่อนออกจากบ้านพักคนงานไป ปั้นรีบเข้าไปปลอบขวัญจงจิตที่นั่งตาค้างตัวสั่นระริก
“เกิดอะไรขึ้น ?” ปั้นถาม
จงจิตเพ้อ “มันกลับมา… มันกลับมาแล้ว”
“ใคร ? ใครกลับมา ?”
“นังเวียงแก้ว… นังเวียงแก้วมันกลับมาแล้ว”
ปั้นได้ยินชื่อเวียงแก้วก็ตกใจ

ตุ๊กตาเซรามิครูปผู้หญิงที่วางโชว์อยู่ๆ ก็สั่นเองได้ กระถินซึ่งยืนอยู่อีกมุมหนึ่งตกใจที่ตุ๊กตาสั่นได้ เธอรีบพุ่งจะเข้าไปจะคว้าไว้ ตุ๊กตาเซรามิคตกลงมาแตกเพล้งคอขาดกระเด็น กระถินซึ่งคว้าไว้ไม่ทันแปลกใจว่าตกลงมาได้ยังไง
เสียงสร้อยฟ้าดังขึ้น “อีกระถิน !”
สร้อยฟ้าที่ตาถมึงทึงปราดเข้ามาตบหน้ากระถินฉาดเบ้อเร้อจนหน้าหัน
“ซุ่มซ่ามนัก ! รู้มั้ยตุ๊กตานั่น แพงกว่าเงินเดือนแกทั้งชีวิตอีก อีโง่”
“แต่ดิฉันเปล่าทำ !”
สร้อยฟ้าตบปากกระถินอีกฉาด
“แกไม่ได้ทำ แล้วผีที่ไหนจะทำ ห๊า ! ยังจะมาปากแข็งอีกไปเก็บกวาดให้เรียบร้อยเดี๋ยวนี้เลย ไปสิ ! ยืนบื้ออยู่ได้”
“ค่ะ”
กระถินเหลือบมองหน้าสร้อยฟ้าอย่างข่มอารมณ์แค้น ก่อนเดินออกไป เศษศีรษะตุ๊กตากลิ้งหลุนๆมาหยุดที่เท้าของสร้อยฟ้า สร้อยฟ้าเห็นศีรษะตุ๊กตากลายเป็นหัวของตัวเองก็ตาเหลือกค้างและมีเลือดแดงฉาน สร้อยฟ้าใจหายวาบอยากจะกรี๊ดแต่กรี๊ดไม่ออก
เสียงเวียงแก้งดังขึ้น “ตกใจนักหรือเจ้า คุณสร้อยฟ้า”
สร้อยฟ้าหันกลับไปเห็นใบหน้าของผีเวียงแก้วใกล้ชนิดจนจมูกแทบจะชนกัน สร้อยฟ้าสะดุ้งแล้วถอยหลังออกมาเหยียบเศษกระเบื้องเต็มฝ่าเท้าจนเลือดไหลโชก
“อีเวียงแก้ว ! โอ๊ย ! ซีสส”
“อ้อ… ผู้ดีตีนแดงตะแคงตีนเดินเป็นเยี่ยงนี้นี่เอง” เวียงแก้วว่า
สร้อยฟ้าทั้งโกรธทั้งกลัว
“แกกลับมาได้ยังไง อีเวียงแก้ว ?” สร้อยฟ้าว่า
เวียงแก้วหัวเราะ “ข้าเจ้าก็กลับมาทวงหนี้แค้นน่ะสิ”
เวียงแก้วยื่นหน้าเละๆเข้ามาใกล้จนสร้อยฟ้าต้องเบือนหน้าหนีด้วยความสยดสยอง
“ไม่ต้องกลัวดอกเจ้า…. ฆ่าให้ตายในคราเดียวนับว่าปรานีเกินไป ความพยาบาท อาฆาตแค้นที่ฝังใจเนิ่นนานถึง 25 ปีควรได้รับการชดใช้อย่างสาสม ค่อยเป็นค่อยไป เหมือนลิ้มชิมขนมหวานทีละนิด ให้รสชาติซึมซาบช้าๆ คุ้มค่ารอยแค้นที่ฝังจิตฝังใจ จริงไหมเจ้า ?” เวียงแก้วกระซิบที่ข้างหู “เตรียมรับมือเอาไว้ให้ดีนะเจ้า ?”
สร้อยฟ้ากรี๊ดลั่น “กรี๊ดด”
ดาราเรศกับกระถินที่หยิบไม้กวาดกับที่โกยผงวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา สร้อยฟ้าเท้าถูกกระเบื้องบาดเป็นแผลเลือดโชก
“เท้าคุณแม่ เลือดออกใหญ่แล้ว”
“อีเวียงแก้ว ! อีเวียงแก้วมันมาหาแม่” สร้อยฟ้าละลักละล่ำ
“ใคร ? เวียงแก้วไหนคะ ? คุณแม่ ? ไม่เห็นจะมี”
สร้อยฟ้าค่อยๆลืมตาขึ้นมาเห็นใบหน้าผีเวียงแก้วซ้อนอยู่ที่หน้ากระถิน สร้อยฟ้าปราดเข้าไปทั้งตบ ทั้งข่วนหน้ากระถินไม่ยั้ง
“นี่แน่ะ ! อีผีบ้า นึกเหรอ ว่าฉันจะกลัวแก”
“โอ๊ย !!! คุณสร้อยฟ้า อย่าค่ะ”
สร้อยฟ้าบีบคอกระถินจนแทบจะหายใจไม่ออก
“ฉันจะฆ่าแกให้ตายอีกรอบ คอยดู อีเวียงแก้ว ฉันจะสาปแช่งแก ให้แกตกนรกหมกไหม้ ทนทุกขเวทนา อย่าได้ผุดอย่าได้เกิด”
ดาราเรศปราดเข้าไปดึงร่างสร้อยฟ้าออกมา
“คุณแม่ ! นังกระถินมันจะตายอยู่แล้วค่ะ”
สร้อยฟ้าได้สติก็เห็นว่าตัวเองกำลังบีบคอกระถินอยู่ เธอค่อยๆ คลายมือลง
ดาราเรศพูดกับกระถิน “แกออกไปก่อนไป”

กระถินสำลักจ้องหน้าสร้อยฟ้าอย่างแค้นๆ ก่อนจะเดินไป สร้อยฟ้าหน้ามืด เหงื่อแตกจะเป็นลม

 เวียงร้อยดาว
เวียงร้อยดาว

กระถินออกจากห้องสร้อยฟ้า

พอเดินผ่านกระจกที่ติดอยู่ที่หน้าห้องก็ส่องดู เงาสะท้อนในกระจมีรอยข่วนที่หน้าของกระถินเลือดซิบ กระถินลูบแก้มตัวเองเพราะกลัวว่าจะเสียโฉม
“คนอย่างอีกระถินไม่มีวันเป็นขี้ข้า รองมือรองตีนไปทั้งชาติหรอก”
กระถินพูดอย่างอาฆาตมาดร้ายก่อนเดินไป เงาผีเวียงแก้วซึ่งยืนอยู่หลังกระถิน แสยะยิ้มอย่างสมใจ

ณ ตำหนักจันทร์ เวฬุมาศ น่านฟ้ารู้สึกตัวก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมาเห็นทุกคน มองอยู่ด้วยความเป็นห่วง
“คุณหญิงรู้สึกตัวแล้วเจ้าค่ะ” ช้อยบอก
น่านฟ้าโวยวายลั่น “ผี !!! ผีหลอก”
“พอรู้สึกตัวขึ้นมาก็เอาเลยนะเรา ผีสางคางแดงที่ไหนกัน เหลวไหล”
“จริงๆนะคะ หญิงเห็นมากับตา ผีผู้หญิงผมยาว สวมชุดสีขาวที่ตึกร้างเวียงร้อยดาวนั่น”
น่านฟ้าเอาแขนตัวเองที่ขนลุกซู่ให้รัตนากรดู
“ดูสิคะ พูดแล้ว ยังขนลุกไม่หาย ถ้าท่านป้าไม่เชื่อ ลองถามพี่ร้อยดาวดูก็ได้ จริงไหมคะ ?”
น่านฟ้าหันไปทางร้อยดาวเพื่อให้เธอสนับสนุน ร้อยดาวอึกอักและพูดอะไรไม่ออก สิบทิศทนฟังต่อไปไม่ไหวจึงออกจากห้องน่านฟ้าไปทันที ร้อยดาวมองตาม

“ชักเอาใหญ่แล้ว !”
สิบทิศตำหนิร้อยดาวอย่างหัวเสีย
“เธอพาน้องสาวฉันออกไปข้างนอกที่ไร เป็นต้องได้เรื่องทุกที”
“ดิฉันขอโทษค่ะ” ร้อยดาวบอก
“แค่ขอโทษงั้นเหรอ น่านฟ้าหัวแข็งขึ้นทุกวันก็เพราะเธอนั่นแหละที่คอยยุยงให้ท้าย”
“ดิฉันขอโทษที่พาคุณหญิงออกไปเถลไถลจนกลับบ้านมืดๆค่ำๆ ไม่ใช่เพราะคอยให้ท้ายเข้าข้าง อย่างที่คุณชายปรักปรำ”
“แก้ตัวน้ำขุ่นๆ ! แต่ก่อนน่านฟ้าเป็นเด็กเรียบร้อย ว่านอนสอนง่ายตั้งแต่คบกับเธอ ก็เปลี่ยนไปราวกับคนละคน รวมทั้งความคิดเพ้อเจ้อเรื่องจะบินไปเรียนต่อที่อังกฤษด้วย”
“เรียนต่อที่อังกฤษ…เพ้อเจ้อตรงไหนไม่ทราบคะ ?”
“แค่พาออกไปพ้นเขตรั้วเวฬุมาศ เธอยังดูแลปกป้องน่านฟ้าไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรจะไปอยู่ไกลหูไกลตาถึงอังกฤษ ฉันไม่มีวันฝากน้องสาวฉันไว้กับเธอแน่”
ร้อยดาวนิ่งเพราะขี้เกียจเถียง เธอทนฟังโดยรอให้สิบทิศใจเย็นลงกว่านี้ สิบทิศมองไปยังภาพเขียนสีน้ำมันของวิรุฬที่ผนัง
“ที่ผ่านมา…. แม่ของเธอนำพาความวิบัติมาสู่ตระกูลเวฬุมาศยังไม่พออีกหรือ เธอถึงได้ตามมาจองเวรคนในครอบครัวฉันอีก”
สิบทิศจ้องร้อยดาวนัยน์ตากร้าวจนน่ากลัว

ร้อยดาวนั่งเหม่อหน้ากรอบรูปเวียงแก้ว เธอนึกถึงตอนที่พบผีเวียงแก้วที่เวียงร้อยดาว
“แผลกลัดหนองในอกแม่มันบวมสุก ต้องบ่งทิ้งเสียบ้างถึงจะทุเลาแม่จะเอาเลือดคนเขลามาล้างเวียงร้อยดาวให้สิ้นบดินทร์ธร”
นมแสงเอาแก้วนมเข้ามาให้ร้อยดาว
“ดื่มนมอุ่นๆก่อนนอนสักหน่อย จะได้หลับสบายค่ะ คุณหนู”
“เมื่อตอนเย็น ฉันไปที่เวียงร้อยดาวมา”
นมแสงตกใจ “คุณหนูไปทำอะไรที่นั่นคะ ?”
“นม ! เกิดอะไรขึ้นที่เวียงร้อยดาว ? บอกฉันที คุณแม่เวียงแก้วของฉันฆ่าตัวตายจริงเหรอ หรือว่า…ถูกฆาตกรรมกันแน่ ?”
“พูดอะไรอย่างนั้นคะ คุณหนู ! ใครมันจะโหดเหี้ยมอำมหิต ถึงกับฆ่าแกงคุณเวียงแก้วได้ลงคอ เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น คุณแม่เวียงแก้วตายยังไงจ๊ะนม”
“เธอ… ผูกคอ… ฆ่าตัวตายค่ะ”
“นมเห็นกับตาเลยหรือ ?”
“ไม่มีใครคาดคิดว่าคุณเวียงแก้วจะตัดช่องน้อยคิดสั้นเช่นนั้น คืนนั้น พอนมเข้าไป ก็เห็นเธอแขวนคอห้อยอยู่บนขื่อที่เวียงร้อยดาวแล้ว”
ร้อยดาวจับสังเกตได้ว่านมแสงปิดบังไม่พูดความจริงทั้งหมด
ร้อยดาว คาดคั้น “แล้วทำไมคุณแม่เวียงแก้วถึงได้คิดสั้น ?”
นมแสงอึกอัก “ดึกแล้ว คุณหนูเข้านอนเถอะนะคะ นมไม่กวนแล้ว”
นมแสงรีบออกจากห้องไปอย่างอึดอัดใจที่จะต้องตอบคำถามร้อยดาว
ร้อยดาวมองไปยังกรอบรูปของเวียงแก้วอย่างคาใจ

วีระวิทย์เล่นไพ่ในบ่อนจนเสียหมดตัว
“โธ่โว๊ย !!! อะไรวะ ! เล่นทั้งวัน มือไม่ขึ้นเลย ซวยฉิบ”
เสี่ยไฮ้เดินเข้ามาโอบไหล่วีระวิทย์เอาไว้
“การพนันมันคือการลงทุนเสี่ยงโชค มีได้มีเสียเป็นธรรมดา เงินมันก็แค่เปลี่ยนมือ เดี๋ยวเดียวก็กลับมา คุณวีระวิทย์อย่าไปคิดมาก”
“คุณเป็นใคร ?”
“นี่เสี่ยไฮ้ ! เจ้าของที่นี่” สมุนเสี่ยไฮ้แนะนำ
วีระวิทย์ งง “แล้วเสี่ยรู้จักผมได้ยังไง”
“มีใครไม่รู้จักคุณวีระวิทย์ ทายาทเศรษฐีตระกูลบดินทร์ธรบ้างล่ะผมเห็นคุณเป็นลูกค้าประจำ เลยมีข้อเสนอสุดพิเศษมาให้”
“อะไร ?”
เสี่ยไฮ้วางธนบัตรปึกใหญ่ลงบนโต๊ะตรงหน้าวีระวิทย์
“จะลองแก้มือใหม่อีกสักหน ก็ยังไม่สายนะครับ”

เสี่ยไฮ้จ้องวีระวิทย์ก่อนจะยิ้มนิดๆที่มุมปากเหมือนคนใจบุญ

 เวียงร้อยดาว
เวียงร้อยดาว

วีระวิทย์ลงจากรถแล้วปิดประตูโครมอย่างหัวเสียที่เสียไพ่จนหมดตัว

เขาถอดรองเท้าเขวี้ยงกระเด็นไปคนละทาง กระถินเข้ามาจัดรองเท้าให้วีระวิทย์ แต่ถูกวีระวิทย์ผลักจนกระเด็น
“เกะกะ ! มีอะไรมั้ย ?”
“เสียไพ่หมดตัวตามเคย ใช่มั้ยล่ะคะ” กระถินถาม
“ใครบอกแก ?”
“กลิ่นบุหรี่ที่ติดเสื้อคุณวีระวิทย์ กับตั๋วจำนำในกระเป๋ากางเกง ใครเห็นเข้า ก็เดาได้ไม่ยาก”
วีระวิทย์โมโหจนควันออกหู เขาตบหน้ากระถินฉาดใหญ่
“แส่ไม่เข้าเรื่อง ! ใครใช้ให้แกมาสาระแนเรื่องของฉัน”
กระถินเอามือกุมแก้มนิ่ง เธอจ้องหน้าวีระวิทย์แล้วทิ้งจังหวะครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มอย่างชอบใจ
“หนีเรียนไปเข้าบ่อนเล่นการพนันไม่ดีนะคะ เกิดเรื่องนี้รู้ถึงหูคุณท่าน คุณวีระวิทย์จะเป็นยังไงน๊า”
วีระวิทย์ใช้หลังมือตบหน้ากระถินอีกฉาดจนร่วงไปกองกับพื้น
“ปากมากเอาไปฟ้องคุณปู่เมื่อไหร่ แกได้เจ็บตัวกว่านี้แน่”
“กระถินยังรู้อะไรดีๆอีกเยอะ เพียงแค่จะพูดหรือไม่พูดเท่านั้น รวมถึงเรื่องผู้หญิงที่คุณไปนอนกกด้วย ลีลาบนเตียงของมันคงจะถึงพริกถึงขิงล่ะสิ คุณวีระวิทย์ถึงได้ละเมอหามันทุกคืน”
กระถินสบตาวีระวิทย์แล้วส่งออกอาการหึงหวงจนออกนอกหน้า วีระวิทย์อยากจะขยี้เป็นชิ้นๆที่รู้ความลับของตน แต่ก็ชะงักคิดแผนบางอย่างในใจที่จะรวบรัดกระถินเอามาเป็นเมียเสียจะได้ปิดปาก
“แกหึงฉันเหรอ” วีระวิทย์ยิ้มพรายที่มุมปาก “แล้วแกอยากรู้มั้ยล่ะ…ว่ารสรักของฉันมันแสบสันสักแค่ไหน”
วีระวิทย์มองเนินอกอันอวบอิ่ม ไล่ไปยังทรวดทรงองค์เอวของกระถิน
กระถินแสร้งถามตาใส “คุณวีระวิทย์จะทำอะไรคะ ?”
วีระวิทย์ดุดัน “ฉันก็จะทำให้แกหุบปากให้สนิท ไม่เอาเรื่องของฉันเที่ยวไปปากมากบอกใครต่อใครน่ะสิ”
วีระวิทย์ฉุดกระถินลากออกไป

กระถินถูกวีระวิทย์เหวี่ยงลงกับพื้นสนามหญ้า กระถินแสร้งทำทีขัดขืนเล็กน้อยตามจริต วีระวิทย์ถาโถมร่างใส่กระถินอย่างหื่นกระหาย กระถินสื่ออารมณ์ว่าชนะและสมปรารถนา บังหนั่นซึ่งเดินยามอยู่เห็นพุ่มไม้ไหวก็ตกใจนึกว่าผีจะเผ่นหนี
บังหนั่นอยากรู้อยากเห็นว่าอะไรอยู่หลังพุ่มไม้ บังหนั่นค่อยๆย่องมาแอบดูอย่างกล้าๆกลัวก่อนจะค่อยๆเอื้อมมือแหวกพุ่มไม้ บังหนั่นเห็นวีระวิทย์กับกระถินพลอดรักกันหลังพุ่มไม้อย่าดุเดือดก็สะดุ้งตาค้าง
กระถินเพ้อเสียงกระเส่า “กระถินรักคุณวีระวิทย์ค่ะ”
บังหนั่นยกมือปิดตาเพราะรู้สึกกระดากแทน ก่อนจะเดินหนีไป ผีเวียงแก้วนั่งห้อยขาอยู่บนต้นไม้ ก้มลงมาดูแล้วแสยะยิ้ม

วันใหม่ ทุกคนอยู่พร้อมกันที่โถงกลาง ร้อยดาวยืนอยู่ข้างๆ ดาหลากับนมแสง
“มานั่งใกล้ๆฉันนี่ ! แม่ร้อยดาว”
ร้อยดาวลุกไปนั่งใกล้ๆ ดำรงตามคำสั่ง ดารกาและดาราเรศอิจฉาริษยาที่เห็นร้อยดาวเป็นคนโปรด
“คุณปู่จะให้ลูกอีขี้ข้ากะเรวรากมานั่งเทียบชั้นตีเสมอกับพวกเราไม่ได้นะคะ” ดาราเรศว่า
“บ้านหลังนี้เป็นของฉัน ฉันมีสิทธิ์จะให้ใครนั่งตรงไหนก็ได้” ดำรงบอก
“หนูร้อยดาวก็เป็นหลานคนหนึ่งเหมือนกับเธอ ทำไมจะต้องไปรังเกียจรังงอนเขาด้วยล่ะ” เต็มเดือนพูด
ดาราเรศไม่พอใจ “นี่แปลว่าคุณปู่ยอมรับมันเป็นหลานแล้วเหรอคะ”
“คุณปู่แน่ใจได้ยังไงว่าแม่นี่เป็นหลานสาวคุณปู่จริง ไม่ใช่ลูกชู้” ดารกาถาม
“แล้วหล่อนล่ะ แม่ดารกา ฉันจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นหลานสาวฉันจริง ในเมื่อฉันเองก็ไม่ได้เป็นคนอุ้มท้องเบ่งหล่อนออกมาเหมือนกัน” ดำรงว่า
จงจิตได้ยินเข้าก็ลุกพรวดขึ้นส่งเสียงแหว
“คุณพ่อ !”
“ถ้าไม่ใช่ หล่อนก็อย่าด่วนร้อนตัว แม่จงจิต! นั่งลง”
จงจิตจำใจกระแทกก้นลงนั่งอย่างไม่พอใจ
“ขอชาให้แม่ร้อยดาวด้วย” ดำรงบอก
สาวใช้เข้ามารินน้ำชาให้ร้อยดาว ท่ามกลางความไม่พอใจของจงจิตและสร้อยฟ้า
“เลือดโสโครกของนังแพศยาคงทำให้บดินทร์ธรแปดเปื้อนก็คราวนี้”
สร้อยฟ้าเอาช้อนคนถ้วยชาและกำลังจะยกขึ้นดื่ม ทันใดนั้นก็มีเลือดสีดำคล้ำหยดลงมาใส่แก้ว สร้อยฟ้าชะงักแล้วแหงนหน้าขึ้นไปมองที่เพดานในขณะที่เลือดยังคงหยดอยู่ไม่ขาดสาย
บนเพดานปรากฏรอยกากบาทสีดำบนเพดานเลือนขึ้นมาอย่างช้าๆ เป็นรอยที่ 5 จงจิต พอเห็นสร้อยฟ้าเงยหน้ามองตาค้างจงจิตกับเต็มเดือนก็แหงนมองตาม เต็มเดือนเห็นแล้วตกใจ อ้าปาก ตาค้าง กากบาทรอยที่ 6 ค่อยๆเลือนปรากฏขึ้นอีกรอย
ทุกคนต่างเงยหน้ามองเพดานแล้วก็ตาค้าง นมแสงพูดเบาๆกับดำรงด้วยน้ำเสียงหวาดๆ
“คุณท่านคะ !”
“ฉันเห็นแล้ว” ดำรงบอก
ดารกาถามจงจิต “นี่มันอะไรคะ คุณแม่ ?”
“หรือมันมีหนูตายข้างบนนั้น” ดาราเรศถาม
“เป็นไปไม่ได้…”
ดาราเรศค้อนร้อยดาวที่ไม่เห็นด้วย ก่อนเงยหน้าขึ้นไปสังเกตอีกครั้งอย่างประหลาดใจ
รอยกากบาทปรากฏขึ้นบนเพดานจนครบ 6 รอยล้อมเป็นรูปหกเหลี่ยม
ร้อยดาวกวาดสายตานับ “หก ! กากบาทหกรอย”
ดำรงพยายามพูดกลบเกลื่อนเพื่อให้ทุกคนไม่หวาดกลัว
“อีแค่เชื้อราขึ้นเพดาน ไม่เคยเห็นกันหรือไง”
สิ้นคำของดำรง ทุกคนละสายตาจากเพดานลงมาก็เห็นหนอนกระจัดกระจายเต็มโต๊ะไปหมด ทุกคนลุกพรวดจากโต๊ะแบบวงแตกทันที ทุกคนพากันขยะแขยง คลื่นไส้ รังเกียจ สะอิดสะเอียน แปลกใจ
เวียงแก้วหัวเราะเบาๆ
ดำรง เต็มเดือน จงจิต สร้อยฟ้าได้ยินก็มองหน้ากันเลิ่กลั่กแล้วออกจากโถงกลางไป

ร้อยดาวแหงนมองรอยกากบาทปริศนา 6 รอยที่ปรากฏบนเพดาน

อ่านต่อ เวียงร้อยดาวตอนที่ 5

 

 

 

ขอขอบคุณบทละครออนไลน์จาก http://www.manager.co.th/

 

 บทละครเวียงร้อยดาว, ละครเวียงร้อยดาว, อ่านละครออนไลน์, อ่านละครออนไลน์ เวียงร้อยดาว, อ่านเวียงร้อยดาวออนไลน์, เวียงร้อยดาว, เวียงร้อยดาวย้อนหลัง, เวียงร้อยดาวออนไลน์

 

 

คลิปย้อนหลังเวียงร้อยดาวทุกตอน

 

อ่านละครออนไลน์, เวียงร้อยดาว
- 2014-01-14 1:00:53 โพสต์โดย : zoomza 2,260 ดูละครย้อนหลัง
Lazada Thailand