tot

แค้นเสน่หา เรื่องย่อละครแค้นเสน่หา ตอนที่ 6

แค้นเสน่หา เรื่องย่อละครแค้นเสน่หา แค้นเสน่หา ละครแค้นเสน่หา แค้นเสน่หา ละครช่อง 3
เรื่องย่อแค้นเสน่หา นักแสดง แค้นเสน่หา หมิว – ป๊อป ฐากูร และสน ยุกต์ ส่งไพศาล

แค้นเสน่หา

อ่านละครออนไลน์ : แค้นเสน่หา เรื่องย่อแค้นเสน่หา

แค้นเสน่หา บทประพันธ์ของ วราภา
แค้นเสน่หา ของค่าย เจ๊ไก่ วรายุทธ มิลินทจินดา

เรื่องย่อแค้นเสน่หา ตอนที่6

ความคิดเรื่องอดีตหม่อมคนโปรดของท่านชายอาจมีชีวิตและเป็นคนเดียวกับจันทร์รบกวนท่านหญิงจนไม่เป็นอันทำอะไร ผีเฟืองเข้ามาหมอบเฝ้าเหมือนเคยในคืนนั้น ยืนยันหนักแน่นว่าไม่ใช่แต่ท่านหญิงยังคาใจ

“หญิงว่าใช่ คนเราจะเหมือนกันได้ถึงเพียงนี้หรือเฟือง”

“ถึงจะใช่ มันก็พ้นทางไปแล้วนะมังคะ”

“พ้นทาง…แล้วหญิงมีความสุขงั้นหรือ เฟืองคิดว่าหญิงมีความสุขหรือที่บุหลันไม่อยู่ เจ้าพี่ทรงโศกเศร้าถึงมัน คิดถึงแต่มันแม้แต่ตอนนอนเจ็บ สิ้นไปแล้ววิญญาณก็อาจวนเวียนอยู่ใกล้มัน” ท่านหญิงอารมณ์ขึ้น ก้มลงมองเฟืองด้วยแววตาแข็งกร้าว “คิดจะฆ่ามัน…แต่มันก็ไม่ตาย”

ผีเฟืองปักใจว่าบุหลันตายแล้ว แต่ท่านหญิงไม่คิดเช่นนั้น เหยียดยิ้มเย้ยหยัน

“มันยังไม่ตาย…รู้ไว้ด้วยเฟือง ถ้าเฟืองฆ่ามันจริงก็ขอให้รู้ไว้ด้วยว่าทำไม่สำเร็จ มันยังมีชีวิตอยู่”

“รับสั่งบอกหม่อมฉันว่าผู้หญิงคนนั้นมีลูกสาวอายุเท่าคุณชาย แล้วจะเป็นมันไปได้ยังไงมังคะ”

ท่านหญิงอึ้งไป เรื่องลูกสาวของจันทร์ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้เชื่อว่าจันทร์กับบุหลันไม่ใช่คนเดียวกัน แต่อะไรหลายอย่างคุ้นตาจนน่าประหลาดใจและต้องหาวิธีพิสูจน์ให้ได้ ผีเฟืองได้แต่หมอบนิ่ง ไม่รู้เลยว่าชายเดียวมองมาจากหน้าต่างฝั่งตรงข้าม แปลกใจท่าทางของท่านแม่ที่หันไปมาราวกับกำลังพูดกับใครอีกคน

ชายเดียวไม่เก็บความสงสัยไว้นาน หาโอกาสทูลถามในเย็นวันเดียวกัน ท่านหญิงชะงักแล้วเปลี่ยนเป็นเย็นชา กลบเกลื่อนด้วยอารมณ์หงุดหงิดเพราะเริ่มเครียดที่ชายเดียวแอบเห็นเฟืองหลายครั้ง ประกอบกับความกังวลเรื่องบุหลันทำให้ไม่อยากอยู่ใกล้ๆจึงขอแยกไปประทับตามลำพัง ชายเดียวมองตาม…ท่านแม่ต้องมีอะไรปิดบังแน่ๆ

ท่านหญิงเปิดประตูห้องและเรียกหาผีบ่าวคนสนิททันทีเพราะทนอึดอัดไม่ไหว ความสงสัยของชายเดียวทำให้แทบนั่งไม่ติดจนพาลวิตกไปถึงความคล้ายคลึงกันของบุหลันกับจันทร์ สับสนปนเปจนผีเฟืองอ่อนใจ พยายามปลอบไม่ให้คิดมากเพราะไม่ใช่เรื่องที่ต้องหาคำตอบแต่ท่านหญิงก็ยังไม่วางพระทัย

สองนายบ่าวเถียงกันไปมา โดยไม่รู้ว่าที่มุมประตูมีร่างเล็กๆของประนอมนางข้าหลวงถือถังน้ำและผ้าถูพื้นค้างอยู่ ตาเบิกโพลงเมื่อได้ยินท่านหญิงทำท่าเหมือนพูดกับใครอีกคนที่ไม่เห็นตัว

“เด็กคนนั้นอาจจะไม่ใช่ลูกสาวมัน มันเอาใครมาเลี้ยงหรือเปล่า มันเหมือน…เหมือนมากจน…”

“อย่าทรงวิตกทุกข์ร้อนเลยมังคะ เดี๋ยวจะประชวรไปอีก ไม่ใช่มันหรอกมังคะเพราะหม่อมฉันฆ่ามันไปแล้ว นังบุหลันมันตายแล้วมังคะ ไม่มีชีวิตบนโลกนี้แล้ว คนนั้นน่ะแค่หน้าเหมือนมังคะ แต่ไม่ใช่มันเพราะมันตายแล้ว”

ประนอมทิ้งอุปกรณ์ทำความสะอาดลงพื้น ท่านหญิงกับผีเฟืองหันขวับ หน้าถอดสีเพราะไม่คิดว่าจะมีใครแอบฟัง นางข้าหลวงผู้โชคร้ายจะเลี่ยงออกไป ท่านหญิงรีบรั้งไว้และพยายามกล่อมให้ปิดทุกอย่างเป็นความลับ ประนอมก้มหน้างุด รับปากรวดเร็วแล้วออกจากห้องด้วยอาการขลาดกลัว แต่ผีเฟืองไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ ตามประกบหลอกหลอนจนนางข้าหลวงตกบันไดตายคาที่!

ooooooo

ท่านหญิงโกรธผีเฟืองมาก ตะโกนเรียกบ่าวไพร่มาจัดการศพและผลุนผลันออกไปที่เรือนข้าหลวงเก่าริมน้ำ ใช้ชะแลงเก่าๆงัดกุญแจดอกใหญ่จนหลุดจากกันแล้วเข้าไปในห้อง รับสั่งเรียกผีต้นห้องคนสนิท

“ออกมาเดี๋ยวนี้ มาพูดกันให้รู้เรื่อง อย่าให้โกรธมากกว่านี้นะ ไม่อย่างนั้นจะอยู่ด้วยกันไม่ได้!”

ลมพัดวูบจนประตูที่เปิดค้างค่อยๆปิดลงพร้อมการปรากฏร่างลางๆของผีเฟือง หมอบกราบนิ่งเหมือนรอรับโทษ ท่านหญิงไม่รอช้า ต่อว่าเสียงเคร่งเพราะกำลังกริ้วจัด

“อยากเป็นสัมภเวสีเร่ร่อนอย่างนี้ไปถึงเมื่อไหร่ อีกร้อยหรือว่าพันปี…แค่นี้ยังทุกข์ไม่มากพอใช่ไหม รู้ไว้ด้วยนะว่าไม่ใช่เฟืองคนเดียวที่ทรมาน หญิงเองก็เป็นทุกข์ด้วย…เหมือนตายทั้งเป็น!”

เฟืองก้มหน้างุด ท่านหญิงก้มมองพร้อมระบายความในใจอย่างเหลืออด

“คิดว่าปกป้องและแก้แค้นให้หญิงหรือ แล้วนี่อะไร…หญิงต้องรับรู้ว่าเฟืองฆ่าประนอม ทำไมต้องฆ่ามันด้วย เพราะว่ามันรู้ว่าเฟืองฆ่าบุหลันงั้นหรือ แล้วคิดเหรอว่าไม่มีใครรู้…เขารู้กันทั้งวังว่าเฟืองเป็นผีเที่ยวหลอกหลอนคนในวัง มันตายแล้วทุกอย่างมันจะจบงั้นหรือ”

ผีเฟืองหมอบต่ำติดพื้น สะอื้นฮักเสียใจที่ทำการอุกอาจจนท่านหญิงไม่พอใจ ละล่ำละลักปลอบไม่ให้กรรแสง เพราะเป็นถึงราชนิกูลสูงส่ง ไม่ควรแสดงอารมณ์ใดๆ ให้ใครเห็น

“ทำไมเฟือง…หญิงไม่มีหัวใจงั้นหรือ ต้องเก็บทุกอย่าง รัก ชอบ โกรธ เสียใจ…ต้องเก็บไว้ในอก แสดงออกไม่ได้ น้ำตาก็ต้องไม่ให้ใครเห็น หญิงยังเป็นคนหรือเปล่า ไม่ใช่คนใช่ไหม”

ผีเฟืองน้ำตาไหลพราก สงสารท่านหญิงที่ต้องเก็บกักความรู้สึกทุกอย่างจนแทบคลั่งตาย

“หญิงจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เฟือง ให้มากพอจะไปผุดไปเกิด หญิงไม่อยากเห็นเฟืองในสภาพนี้”

“หม่อมฉันไม่รับบุญ ผีไม่รับ…ทำยังไงก็ไม่ถึงหม่อมฉัน อย่าทรงทำเลยมังคะ”

ท่านหญิงพูดไม่ออก ได้แต่ขอร้องให้ผีบ่าวปล่อยวางและไปสู่สุคติแต่ไม่ได้ผล ผีเฟืองยังก้มหน้านิ่ง

“ถ้าใครถามหญิงว่าทุกวันนี้หญิงมีใครที่รักและห่วงใยหญิงยิ่งกว่าตัวเอง หญิงตอบได้ทันทีว่ามีคนเดียวที่เป็นยิ่งกว่าแม่ของหญิง ถึงตายไปแล้วหญิงก็คิดถึงเสมอ ได้ยินไหมเฟือง…เฟืองไม่มีชีวิตแล้วแต่ยังอยู่ในใจหญิงตลอด”

ผีเฟืองสะอื้นด้วยความตื้นตันใจ ท่านหญิงเอื้อมมือจะลูบศีรษะเหมือนเคย แต่ต้องชะงักเมื่อผีบ่าวรับรู้ได้ว่ามีกลุ่มคนกำลังเดินมาทางนี้ และที่สำคัญ…หนึ่งในกลุ่มก็คือชายเดียว!

สนเป็นคนพาคุณชายมาเพราะเดาว่าผีเฟืองฆ่าประนอมและท่านหญิงคงกริ้วจัดจนต้องเสด็จตามมาเอาเรื่องถึงเรือนพักเก่า

“ห้องนี้เป็นของใครหรือสน ฉันเห็นแต่เรือนข้าหลวงทางด้านโน้น”

อดีตต้นห้องคนสนิทของท่านชายอ้ำๆอึ้งๆจนชายเดียวทนไม่ไหว เอื้อมมือไปเปิดประตูแล้วผงะ ท่านหญิงเป็นคนเปิดออกมาเสียก่อน รับสั่งถามถึงประนอมและบอกให้สนจัดการเรื่องสวดศพให้เรียบร้อย ชายเดียวทำท่าจะถามแต่ท่านหญิงยกมือห้ามพร้อมพูดเสียงเรียบ

“อย่าถามเพราะแม่ไม่มีคำตอบให้ แม่มาเพราะมีเหตุผลบางอย่างแต่ชายไม่จำเป็นต้องรู้ มันไม่เกี่ยวกับชาย”

ชายเดียวหน้าเสีย เปลี่ยนเรื่องคุยและพยุงท่านแม่กลับตำหนัก สนได้แต่มองตามปลงๆแล้วหันมาจัดการประตูที่โดนงัด แต่ไม่ทันทำอะไรประตูก็เปิดผางพร้อมร่างลางๆของเฟืองที่จ้องเขม็ง สนตกใจจนเป็นลมที่หน้าเรือนนั่นเอง

กว่าสนจะได้สติก็พลบค่ำ อดีตต้นห้องท่านชายวิ่งหน้าตื่นมาหาเพื่อนบ่าวในครัว สาลี่กับผ่องมองหน้ากันเครียดๆ รู้ดีว่าสนเจออะไรมา บรรดาบ่าวไพร่ที่เหลือก็ได้แต่ถอนใจแรงๆแล้วพากันไปขนศพประนอม ชายเดียวผ่านมาเห็นท่าทางหวาดๆของคนงานก็นึกเอะใจแต่เลือกนิ่งเฉย…ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าที่เรือนนั้นมีอะไรกันแน่

ooooooo

งานศพประนอมถูกกำหนดขึ้นช่วงบ่ายของวันรุ่งขึ้น ชายเดียวเลยโทร.ไปเลื่อนนัดสามพี่น้องบ้านปัณณธรที่นัดกันก่อนหน้าจะพาไปล่องเรือเร็วลำใหม่ รุ้งเข้าใจดีแต่จริมากลับงอนเพราะเข้าใจว่าคุณชายเป็นพวกเปลี่ยนใจไวจนน่ารำคาญ รุ้งมองยิ้มๆ แล้วแหย่เพราะรู้ทันเพื่อนรักว่าอยากไปมากเลยผิดหวัง จริมาอายที่โดนจับได้จึงแก้ตัวกลบเกลื่อน

“แหม…ใครจะไม่อยากนั่งเรือเร็วในแม่น้ำ ก็ไม่เคยนี่…ว่าแต่นัดแล้วเลื่อนกะทันหันแบบนี้ริมาไม่ชอบเลย ทีหลังอย่ามานัดเราอีก เราไม่ไปเด็ดขาด”

“คุณชายเลื่อนจากพรุ่งนี้ตอนบ่ายเป็นตอนเช้า เพราะตอนบ่ายเธอต้องไปวัด”

“เหรอ…ทำไมไม่พูดให้กระจ่างล่ะ พูดแต่โทร.มาเลื่อนนัดก็คิดว่าจะเลื่อนไปปีหน้าน่ะสิ”

จริมาดีใจออกนอกหน้าแต่ไม่อยากโดนล้อ กลบเกลื่อนโดยการขอตัวไปหาจันทร์ให้ช่วยเตรียมข้าวผัดน้ำพริกลงเรือไว้ให้ รุ้งมองตามขำๆ เอ็นดูความเจ้าเล่ห์แสนซนของเพื่อนรัก…เป็นซะแบบนี้ ใครจะโกรธลง!

ข้าวผัดน้ำพริกพร้อมเครื่องเคียงสวยงามถูกจัดเรียงตรงหน้า ชายเดียวถึงกับอ้าปากค้างเพราะดูน่ารับประทาน มาก ปลาบปลื้มใจที่สาวๆบ้านปัณณธรเอาอกเอาใจเป็นอย่างดี ต่างจากท่านหญิงที่มองข้าวผัดเหมือนของประหลาด ไม่ยอมเสวยแถมลุกออกไปดื้อๆ ผ่องกับสาลี่ที่ยกมาถวายได้แต่มองหน้ากันงงๆ…แปลกจริง…ทำไมไม่ทรงชอบ

ชายเดียวพาสามพี่น้องมาลงเรือเร็ว โดยมีสนกับพิกุลตามไปด้วย จริมาอยากลองขับเรือ ชายเดียวตั้งใจสอนเต็มที่แต่เพราะไม่ชำนาญเรือเลยเหวี่ยงจนรุ้งเกือบล้มหน้าคะมำ ฉัตต์ตามไปดูอาการแต่กลับกลายเป็นชวนทะเลาะ รุ้งไม่ชอบที่โดนเหน็บเลยยืนนิ่งจนฉัตต์เป็นฝ่ายทนไม่ไหว

“อย่ามาทำกิริยาแบบนี้กับฉันนะ อวดดีใหญ่แล้ว มองแบบนี้อยากจะพูดอะไร”

“คุณฉัตต์คิดว่ารุ้งอยากพูดอะไรล่ะคะ ขนาดไม่ได้พูดคุณฉัตต์ยังว่ารุ้งเลย ถ้าพูด…รุ้งคงโดนผลักตกน้ำก็ได้”

ฉัตต์เถียงว่าใครจะใจร้ายแบบนั้น พาลกระแนะกระแหนเพราะหมั่นไส้เป็นทุน ที่น้องสาวบุญธรรมทำท่าทางสนิทสนมกับชายเดียว แต่ไม่สนใจมองหน้าเขาตั้งแต่เช้า รุ้งไม่สน ไปสมทบชายเดียวกับจริมาและเริ่มต้นหัดขับเรือบ้าง ฉัตต์ได้แต่มองตามเซ็งๆ หมดอารมณ์ชื่นชมวิวทิวทัศน์รอบตัวจนกระทั่งถึงวัดจึงพากันไปไหว้พระ

ฉัตต์หัวเสียกว่าเดิมเมื่อเห็นชายเดียวพะเน้าพะนอรุ้งอย่างออกนอกหน้า สนกับพิกุลคอยจับตาดูไม่ห่างแต่ไม่กล้านินทาเจ้านาย เช่นเดียวกับจริมาที่สังเกตเห็นและลอบมองหน้าพี่ชายยิ้มๆ…หน้าบอกบุญไม่รับขนาดนี้ พวกปากไม่ตรงกับใจ…หวงเขาแล้วทำท่ามาก โดนเสือปืนไวงาบไปก็ควรแล้ว!

หลังกลับจากล่องเรือ…ชายเดียวก็พาเพื่อนทั้งสามไปกราบท่านแม่ ท่านหญิงมองรุ้งเป็นพิเศษ ความคล้ายคลึงของเด็กสาวกับลูกชายทำให้ทนมองต่อไปไม่ได้ ลุกขึ้นยืนและขอตัวกลับห้อง ชายเดียวได้แต่มองตามงงๆ “ขอโทษนะครับ ท่านแม่เป็นอะไรไม่ทราบ สงสัยไม่ทรงสบายพระทัยเลยดูหงุดหงิด ท่านแม่ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ผมขอโทษด้วยนะครับ”

ฉัตต์กับรุ้งไม่ถือสา ต่างจากจริมาที่เคืองมากเพราะไม่ชอบท่าทางหยิ่งไม่เห็นหัวใครของท่านหญิงอยู่แล้ว อดไม่ได้แขวะกลับเมื่อชายเดียวชวนมาเที่ยวในโอกาสหน้า

“ให้ท่านแม่ของคุณชายสบายพระทัยก่อนแล้วกัน”

รุ้งกระตุกมือแต่จริมาไม่ฟังและจูงจักรยานออกไปก่อน ฉัตต์ตบบ่าปลอบใจเพื่อนรุ่นน้องและส่งสายตาบอกรุ้งให้กลับพร้อมกัน เด็กสาวทำตามแต่อดเหลียวหลังไปดูหน้าจ๋อยๆของชายเดียวด้วยความสงสารไม่ได้ เห็นหญิงชรานุ่งโจงยืนข้างๆเขาจ้องเขม็งมาที่เธอ แต่พอเพ่งมองอีกครั้งกลับไม่เห็นใคร

รุ้งเก็บความสงสัยมาถามแม่ในคืนเดียวกันนั้น จันทร์ไม่สบายใจแต่กลบเกลื่อนได้แนบเนียน เล่าให้ฟังว่าที่วังรังสิยามีคนแก่อาศัยอยู่ รุ้งคาใจแต่ไม่อยากเซ้าซี้จึงขอตัวไปนอน จันทร์สังหรณ์ว่าจะเป็นผีเฟืองแต่ไม่อยากบอกให้ลูกกลัว ได้แต่จดบันทึกบนโต๊ะ เฝ้ามองลูกสาวหลับใหลด้วยความเป็นห่วงลึกๆ…ขออย่าให้เกิดเรื่องไม่ดีเลย

ooooooo

สองสาวบ้านปัณณธรซ้อมการแสดงในวันรุ่งขึ้น รุ้งซ้อมรำอวยพรกับครูที่ด้านหนึ่ง โดยมีกลุ่มคุณหญิงทอแสงรัศมีซุบซิบกันเสียงดังใกล้ๆ จริมาไม่ชอบใจที่เพื่อนรักโดนกวนสมาธิจึงหันไปเอาเรื่อง ราชนิกุลสาวของขึ้นและเอาเรื่องเต็มที่แต่จริมาก็ไม่ยี่หระแถมส่งอรสาเพื่อนร่วมชั้นไปจัดการ

 

“อรสา…เธอบอกเขาไปเถอะ ฉันขี้เกียจพูดกับคนไม่มีความคิด”

คุณหญิงโกรธจนตัวสั่น ชี้หน้าจริมาแล้วต่อว่าเสียงลั่น “มากไปแล้วนะจริมา เธอไม่ใช่ครูที่จะมาว่ากันแบบนี้”

“ก็ได้…ฉันถอนคำพูดที่ว่าเธอไม่มีความคิด”

คุณหญิงทอแสงรัศมีเต้นผางสั่งให้ขอโทษ จริมาเลยจัดการแบบขอไปทีพร้อมยิ้มยั่วประสาทจนราชนิกุลสาวปรี๊ดแตกแต่ทำอะไรไม่ได้มาก มองตามหลังจริมากับพวกเดินเชิดออกไปอีกมุม…ฝากไว้ก่อนเถอะยายตัวดี!

คุณหญิงทอแสงรัศมีไม่ต้องรอนานก็มีโอกาสเอาคืน เธอกับจริมาต้องซ้อมระบำสเปนด้วยกันช่วงบ่ายจึงแกล้งยั่วประสาทจนครูประจำชั้นเหลืออด สั่งให้หยุดและบอกให้ซ้อมต่อ บรรดานักเรียนมองหน้ากันงงๆที่ครูไม่ลงโทษและไม่ตัดสินว่าใครผิดถูก ครูส่ายหน้าเบาๆพร้อมเฉลย

“ถ้าฉันตัดสินพวกเธอแล้วจะเลิกทะเลาะกันไหม ก็ไม่…ฉันเห็นทะเลาะกันตั้งแต่ ม.1 ก็ไม่เห็นวี่แววจะเลิกทะเลาะ งั้นก็ทะเลาะกันไปเถอะแต่อย่าให้ถึงขั้นทำร้ายกัน…เข้าใจไหม” ทุกคนจ๋อย ครูเลยอบรมต่อ “คนเราไม่ชอบกันเป็นเรื่องธรรมดาแต่จำไว้อย่าทำร้ายกัน เพราะมันคือจิตใจที่มืดบอด ถึงขั้นทำร้ายร่างกายกันได้ ต่อไปก็คงทำผิดศีลธรรม อีกอย่าง…นักเรียนตีกันเป็นภาพน่าเกลียด อย่าให้เห็นอีก ฉันเป็นครูของพวกเธอ ฉันทนไม่ได้ที่เห็นลูกศิษย์ตีกัน”

จริมาแอบเบ้หน้ากับรุ้ง เชื่อมั่นมากว่าคนอย่างคุณหญิงทอแสงรัศมีไม่มีทางคิดได้ตามที่ครูอบรม เมื่อกลับถึงบ้านจริมาก็ไม่หายอารมณ์ขุ่นมัว รุ้งพยายามกล่อมให้ใจเย็นแต่ไม่ค่อยได้ผลนัก

“โธ่เอ๋ย…คนอย่างยายทอแสงรัศมีน่ะเหรอจะรับอะไรดีๆอย่างนั้นเข้าสมอง รุ้งน่ะมองอะไรสวยงามไปหมด เอาไว้อีกห้าปี…ริมาจะชี้ให้เห็นว่าคนอย่างยายนั่นน่ะไม่สำนึกแน่”

สองพี่น้องพากันไปทำการบ้าน ไม่ทันเห็นพจน์เดินไอเสียงดังมาจากอีกมุม แต่ยอดได้ยินจึงรีบไปบอกจันทร์ว่าอาการผู้พิพากษาใหญ่น่าเป็นห่วง สันนิษฐานว่าอาจเลวร้ายกว่าที่คิดจึงพยายามปิดบังจากทุกคน จันทร์ ตัดสินใจไปถาม พจน์ปฏิเสธว่าไม่มีอะไรดังคาด แถมบอกให้ช่วยเตรียมอาหารเย็นต้อนรับแขกคนสำคัญในวันรุ่งขึ้น จันทร์รับปากดิบดีแล้วต้องแปลกใจเมื่อเขาบอกให้เรียกเด็กๆรวมทั้งรุ้งมาร่วมโต๊ะด้วย…มีเรื่องอะไรกันแน่นะ

ooooooo

สมาชิกบ้านปัณณธรพากันตื่นเต้นว่าใครคือแขกคนสำคัญ นั่งตัวเกร็งจนพจน์นึกขำ และแล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึง…หลวงวิเศษก้าวเข้ามาในบ้านตรงเวลาและค้อมตัวทำความเคารพคุณหญิงเพ็งเป็นคนแรก

“คุณหลวงวิเศษนี่เอง พ่อพจน์ทำแม่นอนไม่หลับว่าแขกพิเศษคือใคร”

“ไม่ได้พบกันนาน คุณหญิงสบายดีนะขอรับ”

คุณหญิงยิ้มรับและแนะนำลูกหลานตามลำดับ หลวงวิเศษมองหน้าจันทร์กับรุ้งนิ่งๆแต่ไม่กระโตกกระตาก พจน์กลัวคนอื่นๆจะสงสัยเลยรีบบอกให้ไปทานอาหารเสียก่อนค่อยคุยกัน

ทุกคนนั่งรับประทานอาหารอย่างเรียบร้อย คุณหลวงลอบสังเกตอากัปกิริยาของจันทร์กับรุ้งเงียบๆ นึกชื่นชมว่าอดีตหม่อมวางตัวได้ดีแถมถ่ายทอดมาถึงลูกสาว เมื่อรับประทานเสร็จคุณหญิงก็ให้เด็กๆมาไหว้ลาไปทำการบ้านและพักผ่อน คุณหลวงรับไหว้ทุกคนจนมาถึงรุ้งก็อดแปลกใจไม่ได้ที่เธอมีชื่อเหมือนคนสามัญธรรมดา

“หนูรุ้งหรือ…รุ้งเฉยๆหรือว่ามีอะไรนำหน้าอีก”

จันทร์ชิงตอบเสียเองว่ารุ้งเฉยๆ หลวงวิเศษพยักหน้าแล้วส่งสายตาไปทางพจน์ ท่านผู้พิพากษาใหญ่จึงไปส่งแม่เข้านอนแล้วชวนคุณหลวงกับจันทร์ไปดื่มชากาแฟและเป็นคนเฉลยว่าเล่าทุกอย่างให้นายตำรวจใหญ่ฟังตามที่เธออนุญาต หลวงวิเศษไม่รอช้าเปิดฉากถามถึงลูกทั้งสองของอดีตหม่อม

“หม่อมมีลูกแฝดคือคุณชายศักดินากับ…”

“ค่ะ…รุ้งคลอดในเรือ ไม่มีใครในวังรู้เรื่อง”

“ตัวการคือนางเฟืองแต่ก็ชิงฆ่าตัวตายเสียก่อน ก่อนตายก็ฆ่านายแคล้วด้วย แถมหม่อมกับยอดยังหายไป”

“ท่านชายคงคิดว่าหม่อมฉันหนีไปกับนายยอด”

“มิได้ครับ…ผมขอยืนยันว่าท่านชายไม่ทรงเคยคิดแบบนั้นเลย ท่านตรอมพระทัยและประชวรหลายครั้ง สุดท้ายท่านเกิดอุบัติเหตุตกบันไดเป็นอัมพาตครึ่งตัว”

จันทร์น้ำตาคลอเมื่อนึกถึงความโชคร้ายของสามี คุณหลวงวิเศษยังคาใจเพราะคิดว่าเธอรอดมาได้ก็น่าจะสู้คดี

“ความกลัวไงคะ ดิฉันไม่ทราบว่าเฟืองตาย ถ้าดิฉันกลับไป เฟืองไม่มีวันปล่อย…มันแค้นแทนท่านหญิง”

“เสียดายเหลือเกินที่ท่านชายไม่ทรงทราบว่ายังมีลูกหญิงอีกคน”

พจน์เปรยเบาๆว่าป่านนี้คงจะทราบแล้ว จันทร์กลั้นสะอื้น ซาบซึ้งในบุญคุณของพจน์เหลือเกิน

“ขอบพระคุณคุณพี่กับคุณหลวง ดิฉันเป็นหนี้บุญคุณร่มไม้ชายคาบ้านปัณณธร ได้กินอิ่มนอนหลับและลูกหญิงมีการศึกษา ส่วนลูกชาย…แม้ไม่ได้รู้จักว่าเป็นแม่ลูกแต่ในเมื่อเขามีความสุขดิฉันก็ดีใจและไม่ต้องการเรียกร้อง เพราะมันอาจเป็นการดึงให้เขาตกต่ำ… เขาอาจโกรธดิฉันก็ได้”

“ที่ผมเชิญคุณหลวงมาก็เพื่อให้เป็นสักขีพยานอีกคน ชีวิตเราไม่มีอะไรแน่นอน หากผมมีอันเป็นไปก็ไม่ต้องการให้ความจริงทั้งหลายตายไปกับผม ต่อจากนี้ผมขอมอบความลับของหม่อมบุหลันให้คุณหลวงดูแลด้วยครับ”

คำพูดเหมือนสั่งเสียของพจน์ทำให้จันทร์สะดุ้ง สังหรณ์ว่าอาการป่วยของเขาคงไม่ธรรมดา อดไม่ได้ตามไปเคาะประตูห้องเขากลางดึกคืนนั้นเพื่อถามให้แน่ใจแต่เขายังปากแข็งและบอกว่าไม่ต้องห่วง

“พี่ไม่เป็นอะไร ไม่ต้องกลัว หรือถ้าเป็น…พี่ก็จะเตรียมทุกอย่างไว้ให้ ไม่ให้ใครต้องยุ่งยากเลย”

จันทร์ไม่สบายใจ เชื่อมั่นว่าพี่ชายบุญธรรมตั้งใจปิดบังอะไรบางอย่างแน่และเธอต้องรู้ให้ได้!

ooooooo

แม้รู้ว่าลูกสาวแสดงรำอวยพรในงานโรงเรียนแต่เพราะเป็นการรวมเจ้านายหลายพระองค์ไว้ด้วยกันจันทร์จึงไม่อยากเสี่ยง ปฏิเสธเสียงอ่อนเมื่อรุ้งมาขอให้ไปชม แต่สุดท้ายก็แพ้ทางอาจารย์ประจำชั้นที่มาเชิญเธอไปช่วยแต่งหน้าและแต่งตัวบรรดานักแสดงสาวรุ้งเลยพลอยได้หน้าเพราะจันทร์ช่วยงานได้ดีจนเป็นที่ประทับใจของคนทั้งงาน

รุ้งกับจริมาถูกจันทร์แปลงโฉมจนกลายเป็นขวัญใจของบรรดารุ่นน้อง พากันรุมถ่ายรูปด้วยจนแทบขยับไปไหนไม่ได้ รุ้งต้องแสดงเป็นชุดแรกเลยปลีกตัวไปก่อน อดประหม่าไม่ได้ที่จะแสดงต่อหน้าเจ้านายหลายพระองค์ และหนึ่งในนั้นก็คือท่านหญิงแขไขเจิดจรัสซึ่งวันนี้เสด็จพร้อมกับชายเดียวและครอบครัวท่านหญิงเล็ก

จันทร์อยากดูลูกสาวเป็นกำลังจึงแอบตามไปดูข้างเวที และรุ้งก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เธอรำได้ชดช้อยสวยงามจนตะลึงลานกันทั้งงาน โดยเฉพาะท่านหญิงเล็กที่ชมไม่ขาดปาก

“งามเหลือเกิน ลูกใครคะ…พี่หญิงแขไขทราบไหมคะ”

“หลานสาวคุณหญิงเพ็ง…แต่หลานลูกใครก็ไม่รู้แน่เหมือนกัน”

ขณะเดียวกันด้านหลังเวที…จริมาสำรวจความเรียบร้อยของตัวเอง รุ่นน้องมาขอถ่ายรูปกับหัวโจกคนดังประจำ

โรงเรียนมากมายจนคุณหญิงทอแสงรัศมีหมั่นไส้และอดแขวะไม่ได้ จริมาไม่ยี่หระแถมสวนกลับจนอีกฝ่ายหน้าหงาย

“ฉันก็ว่าฉันทุเรศจริงๆ ไม่เหมือนทอแสงรัศมีที่ไม่ทุเรศเลย…เพราะไม่มีใครมาขอเธอถ่ายรูปเลย”

คุณหญิงทอแสงรัศมีปรี๊ดแตก แต่จริมากลับหัวเราะร่วนไม่กลัวแม้แต่น้อย จันทร์เข้ามาพอดี คุณหญิงเลยถือโอกาสเอาคืนด้วยการพูดจาดูหมิ่นแม่ของรุ้งว่าเป็นแค่ช่างแต่งหน้า จริมาถึงกับเลือดขึ้นหน้าแหวกลับเสียงเขียว

“ทอแสงรัศมี…นี่คุณน้าฉันนะ เธอน่ะมีสติพอจะพูดอะไรที่มันเหมาะสมบ้างไหม”

“แต่เป็นคนแต่งหน้าใช่ไหมล่ะ ก็ไม่เห็นต้องพูดดีด้วยเลย เมื่อไหร่เป็นลูกคุณหญิงค่อยพูดกันอีกที”

จริมาโกรธจัดจะเอาเรื่องแต่จันทร์รั้งไว้ สาวน้อยหัวโจกประจำโรงเรียนเลยได้แต่ประกาศกร้าว

“รู้ไว้ด้วย…น้าจันทร์เป็นน้าของฉัน เธอจะพูดจาดูถูกไม่ได้ ถ้าฉันได้ยินอีกเธอเจ็บแน่!”

คุณหญิงทอแสงรัศมียักไหล่น้อยๆ แล้วออกไปเตรียมตัว จริมาถอนใจและหันไปกอดน้าสาว

“ริมาจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกน้าจันทร์ โดยเฉพาะคนอย่างยายทอแสง ได้ยินอีกริมาจะต่อยให้คว่ำเลย”

จันทร์ตื้นตัน น้ำตาพานจะไหลแต่พยายามข่มไว้ กลบเกลื่อนด้วยการไล่ให้ไปสมทบกับเพื่อนๆ เพื่อเตรียม

ขึ้นแสดง จริมาจึงวิ่งออกไปอย่างร่าเริง จันทร์มองตามยิ้มๆ…ภูมิใจในตัวสาวน้อยเหลือเกิน

ฟากพจน์กับคุณหญิงเพ็งก็รอดูจริมาเต้นระบำสเปนด้วยใจจดจ่อ เมื่อเธอออกมาก็ไม่ผิดหวังเพราะแม้จะบ่นไม่อยากเต้นแต่ก็ทำได้ดีจนน่าปลื้มใจ ต่างจากคุณหญิงทอแสงรัศมีที่หน้าหงิกงอเพราะอารมณ์ค้างจากการมีปากเสียงกับจริมา ฉัตต์ชมน้องสาวพอเป็นพิธีแล้วค่อยๆ ปลีกตัวไปถ่ายภาพรุ้ง เด็กสาวอดดีใจไม่ได้แต่เมื่อหันมาอีกครั้งก็ไม่เห็นเขาแล้ว

ฝ่ายชายเดียวก็ทำหน้าเมื่อยเมื่อระบำจบลงเพราะคุณหญิงทอแสงรัศมีมาคะยั้นคะยอให้ถ่ายภาพคู่ เขาเห็นจริมายืนเก็กท่ากับเพื่อนๆ จึงเลี่ยงไปแอบถ่าย เธอหันมาเจอแล้วทำหน้าคว่ำ เขาเลยแหย่ว่าจะไม่ยอมอัดให้ จริมาฮึดฮัดหมุนตัวจากไป ราชนิกุลหนุ่มน้อยมองตามขำๆ นับวันก็ยิ่งเอ็นดู…เธอมีอะไรให้ต้องคอยลุ้นตลอดเวลา น่าสนใจจริงๆ

กว่างานโรงเรียนจะเลิกก็ค่อนข้างดึก ครอบครัวปัณณธรกลับถึงบ้านด้วยความเหนื่อยอ่อนแต่ยังยิ้มสดใสเพราะมีแต่เรื่องน่าประทับใจโดยเฉพาะการแสดงของสองสาวที่คุณหญิงเพ็งเอ่ยชมไม่ขาดปาก

“เชื่อไหมว่าย่าจำริมาไม่ได้ นึกในใจว่าเด็กคนนี้ลูกใคร หน้าตาสะสวย”

“แสดงว่าริมาตัวจริงขี้เหร่มาก ต้องแต่งถึงจะสวยหรือคะคุณย่า”

“สองคนฟังย่านะ ตอนนี้เราสองคนเหมือนดอกไม้

ที่กำลังแย้ม เขาเรียกว่าแรกผลิหรือแตกเนื้อสาว เราต้องงามแบบธรรมชาติ อย่าไปตบแต่งให้มาก สวยแต่ง…ยังไงก็สู้สวยแบบธรรมชาติไม่ได้”

รุ้งกับจริมาพยักหน้ารับ ส่งยิ้มให้บรรดาสาวใช้ที่พร่ำชมว่าสองสาวงามเหมือนนางในวรรณคดี ฉัตต์ทำตัวไม่ถูกจึงหนีเข้าบ้านดื้อๆ รุ้งหน้าเสียเพราะคิดว่าคงทำไม่ถูกใจ คุณหญิงต้องกอดปลอบและพาเข้าบ้าน พจน์อ่อนใจ ขอโทษจันทร์แทนลูกชายที่เสียมารยาท อดีตหม่อมไม่ถือสาแต่เป็นห่วงความรู้สึกรุ้ง จริมาเข้าไปจับมือพร้อมเปรยยิ้มๆ

“พี่ฉัตต์น่ะไม่ได้โกรธรุ้งหรอกค่ะ เชื่อริมาเถอะค่ะ…ใครจะรู้ใจพี่ฉัตต์เท่าริมา”

จบคำก็วิ่งตามรุ้งเข้าห้อง ทิ้งพจน์ให้มองหน้ากับจันทร์งงๆ…ขอให้จริงเถอะ!

คืนเดียวกันที่วังรังสิยา…คุณชายศักดินาไปส่งท่านแม่ถึงห้อง ท่านหญิงติดใจท่าทางแช่มชื่นออกนอกหน้าของลูกชายที่มีต่อสองสาวบ้านปัณณธร ทนเก็บความกังวลไว้ไม่ไหวจึงถามตามตรง ว่าคิดยังไง

“หลานสาวคุณหญิงเพ็งสวยไหม ชายว่าคนไหนสวย”

“ก็สวยทั้งสองคน ความจริงคืนนี้ทุกคนก็สวยหมดเพราะแต่งตัวเต็มที่เหมือนดอกไม้”

“ชายเห็นแม่ของเขาไหม มาหรือเปล่า…ได้พูดกับเขาไหมลูก”

“มาค่ะ…ชายเห็นมายืนดูรุ้งรำ ชายว่าเขาแปลกๆ เวลาพบชาย…น้าจันทร์จะอึกอักไม่ค่อยพูด ได้แต่มอง”

ท่านหญิงนิ่งไปอึดใจแล้วโบกมือไล่เขาไปนอน ชายเดียวจูบลาและเดินจากไปเงียบๆ ท่านหญิงเพียรข่มตานอนแต่ไม่ยอมหลับ ได้แต่ลืมตามองเพดานพร้อมน้ำตารื้นๆ

“เฟือง…ถ้าเป็นอย่างที่คิด หญิงคงทนไม่ได้ เฟือง…ได้ยินหญิงหรือเปล่า อยู่ที่ไหนได้ยินไหม”

ท่านหญิงสะอื้นกับตัวเองจนเกือบเช้า โดยมีผีบ่าวคนสนิทคอยปลอบไม่ห่าง…สงสารท่านหญิงเหลือเกิน
ooooooo

วันเวลาผ่านไปจนถึงกำหนดที่ฉัตต์ต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ พจน์ประกาศต่อหน้าทุกคนในบ้านว่าได้เตรียมการทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว ฉัตต์เหลือบตามองรุ้งนิ่งๆ แต่บอกความนัยบางอย่างจนเธอเขินเสมองไปอีกทาง ส่วนคุณหญิงเพ็งเศร้าใจไม่น้อยที่ต้องจากหลานรักแต่เพื่ออนาคตของเขาจึงได้แต่อวยพรและถามความสมัครใจ

“ผมไม่ขัดข้องครับ ผมทราบมานานแล้วว่าวันนี้ต้องมาถึง ผมพร้อมแล้วที่จะไปเรียนต่อ จะได้กลับมาเป็นเกียรติและศรีกับวงศ์สกุล แล้วก็จะได้ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติด้วย”

ทุกคนตะลึงเพราะเป็นครั้งแรกที่ฉัตต์พูดอะไรยาวๆ คุณหญิงเพ็งคุ้นหูประโยคนี้แล้วพลันนึกได้ว่าเหมือนที่เธอเคยพูดให้ฟังตั้งแต่เขายังเด็ก จริมาย่นหน้า บอกว่าตนคงไม่ไปเพราะเป็นผู้หญิงและไม่อยากจากบ้านไปไกล คุณหญิงเพ็งหันขวับและอบรมเสียงเข้ม

“อย่าอ้างเรื่องผู้หญิง การศึกษาไม่มีผู้หญิงหรือผู้ชาย เกลียดนักไอ้คนที่คิดว่าลูกชายต้องเรียนมากกว่าลูกสาวเนี่ย ได้ยินเมื่อไหร่ก็โมโหขึ้นสมองทุกที ว่าไงยายริมา…เรียนจบมอแปดแล้วก็ต้องไปเรียนต่อ…เข้าใจไหม”

“พ่อเตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว มีพอสำหรับรุ้ง…ถ้ารุ้งอยากไปเรียนต่อประเทศใกล้ๆนี้”

“รุ้งจะเรียนพยาบาลค่ะ เรียนในเมืองไทย”

ทุกคนยกเว้นจันทร์ตกใจมาก จริมาโวยวายใหญ่ ต่างจากฉัตต์ที่นิ่งเงียบ สบตารุ้งด้วยแววตาบางอย่างที่ทำให้เด็กสาวขนลุก ก้มหน้าหลบตาและขอตัวออกไป ฉัตต์ตามจนเจอแล้วตัดสินใจจะถามเรื่องที่เธอเลือกเรียนต่อพยาบาลแทนมหาวิทยาลัยเหมือนคนอื่นๆ แต่ต้องชะงักตรงพุ่มไม้เมื่อเห็นเธอกำลังทำแผลให้นกที่บาดเจ็บ

“ขาเจ้าหัก…ฉันใส่เฝือกให้นะ ไม่เจ็บหรอกไม่ต้องร้องนะ ฉันเอาไม้มาทำเฝือกให้นี่ไง แล้วเอาผ้าเช็ดหน้า

ของฉันเองมาผูกไว้ แล้วเจ้าก็ต้องอยู่ที่นี่ อยู่โรงพยาบาล…ยังกลับบ้านไม่ได้”

เด็กสาวประคองนกน้อยไว้ในมือแล้วจะกลับเข้าบ้าน ฉัตต์มาดักหน้าแล้วเปิดฉากถามเรื่องคาใจ รุ้งจะเดินหนีแต่เขาไม่ยอมหลบและคาดคั้นถามเรื่องเรียนต่อพยาบาล รุ้งอึกๆอักๆจนเขาหงุดหงิด

“หมายความว่ายังไง…แสดงว่าต้องตอบแทนถึงจำยอมเรียนงั้นหรือ”

“ชอบหาเรื่องหรือคะ…รุ้งอยากดูแลคุณย่าคุณลุงอย่างดี รุ้งก็ต้องเรียนให้รู้วิธี จะเพราะอะไรมันสำคัญหรือคะ”

“สำคัญ…เพราะถ้าไม่เต็มใจ ทำโดยเป็นภาวะจำยอมฉันก็ไม่ต้องการให้ทำ”

“ถ้ารุ้งบอกว่าเต็มใจคุณฉัตต์จะเชื่อไหมคะ”

“ก็ไม่แน่เพราะเธอมันเจ้าคารม พูดอะไรออกมาทีหนึ่งฉันก็ต้องคิดว่าหมายความว่าอะไร”

“เพราะรุ้งพูดตรงๆไม่ได้ไงคะ ไม่เหมือนคุณฉัตต์… นึกอยากพูดว่าเกลียดใครก็พูด วันละสามเวลาหลังอาหาร”

ฉัตต์อึ้งไปเล็กน้อยแล้วตัดสินใจถามว่าเกลียดเขามากนักหรือ รุ้งสบตานิ่งแล้วเอ่ยเสียงเรียบ

“รุ้งจะไม่เกลียดคนที่เกลียดรุ้งได้ยังไงคะ”

ฉัตต์โมโหก้าวไปบีบแขนเธอแน่น รุ้งสะบัดตัวออกและหมุนตัววิ่งกลับบ้าน ฉัตต์ตามไปคว้าตัวมาเผชิญหน้ากับเขา สองหนุ่มสาวจ้องตากันราวกับโลกจะหยุดหมุน รุ้งเป็นฝ่ายรู้สึกตัว ปลดมือเขาช้าๆ

“รุ้งดีใจกับคุณฉัตต์ที่จะได้ไปไกลๆจากคนที่เกลียด”

รุ้งเดินจากไปนานแล้ว ฉัตต์มองตามจนลับตา รู้สึกเศร้าลึกๆอย่างบอกไม่ถูก…

ooooooo

รุ้งช่วยกันกับยอดตัดใบตองห่อขนมและพากันไปช่วยแม่ในครัว จันทร์นั่งพับกระทงหลายใบพลางบ่นใจหายที่ฉัตต์จะเดินทางไปเรียนต่อในวันรุ่งขึ้น รุ้งมัวแต่เหม่อลอยแล้วหลุดเปรยถึงความสงสัยที่อยู่ในใจมาตลอด

“เรามาจากไหนกันนะแม่” จันทร์ชะงัก รุ้งยิ้มบางๆ พลางปลอบ “ลูกไม่ได้จะให้แม่เล่าหรอกค่ะ แค่รำพึงเท่านั้นว่าสายน้ำที่พัดพาเรามาติดท่าน้ำนี้มาจากไหน”

“แม่บอกแล้วไงว่าวันหนึ่งจะบอกลูก”

“เสียดายที่นายยอดเป็นใบ้ ลูกมองตาเขาก็รู้ว่าเขาอยากเล่ามาก”

ยอดโบกไม้โบกมือปฏิเสธ รุ้งยิ้มบางๆแล้วปลอบว่าไม่เป็นไร เธอไม่ได้อยากรับรู้เรื่องอะไรเวลานี้ จันทร์ถอนใจโล่งอกและออกไปหาใบตองเพิ่มกับยอด ทิ้งเด็กสาวให้นอนอ่านหนังสืิอตามลำพังที่ริมน้ำจนผล็อยหลับไป

ฉัตต์ตามมาเห็นแล้วพานคิดถึงภาพในอดีตที่รุ้งตามดูแล ถูกต่อว่าก็ไม่เคยปริปาก และเมื่อเขาไม่สบายก็เป็นคนเอายามาบังคับป้อนถึงปาก ฉัตต์ดึงตัวเองกลับมา ความรู้สึกที่มีต่อรุ้งเปลี่ยนไปแล้ว แต่เขาไม่อยากยอมรับ ความเอื้ออาทรที่เธอมีให้เสมอ ทำให้ทนใจแข็งต่อไปไม่ไหว ได้แต่ข่มความรู้สึกอ่อนหวานไว้ลึกสุดใจเพราะยังวางตัวไม่ถูก เขามองสาวน้อยที่หลับใหลแล้วอดยิ้มไม่ได้ ทันใดนั้นก็ต้องสะดุ้งเมื่อเธอโพล่งออกมาราวกับเก็บกดมานาน

“จะโกรธไปจนตายไหม เรื่องไม่เป็นความจริง เมื่อไหร่จะเลิกเอาความผิดใส่คนอื่นเสียที”

เธอเองก็ตกใจไม่น้อยที่เห็นเขายืนไม่ห่าง ฉัตต์งงมากแต่ก็ถามกลับว่ามันเรื่องอะไรกัน รุ้งเฉไฉแต่โดนคาดคั้นจนต้องยอมบอกว่า เสียใจเรื่องที่เขาฝังใจว่าเธอกับแม่เป็นตัวโชคร้ายทำให้แม่เขาตาย ฉัตต์ส่ายหน้าพลางปลอบว่าเขาไม่ได้พูดเวลานี้สักหน่อย ทำไมต้องคิดมาก แต่รุ้งก็ไม่หายงอน

“จะพูดเมื่อไหร่ก็เหมือนกัน พูดจนใครตายไปข้างหนึ่งซึ่งก็คงเป็นรุ้ง…ความคิดแบบนี้ก็ไม่หายไป รุ้งหมดปัญญาจะทำให้คุณฉัตต์เปลี่ยนความคิดแล้วค่ะ…หมดแล้วจริงๆ พยายามแล้วแต่ก็ไม่เคยทำได้”

รุ้งลุกพรวดและหมุนตัวออกไป ฉัตต์รั้งข้อมือไว้แล้วขอร้องว่าอย่าเพิ่งไป

“คืนนี้เราจะลอยกระทงกัน พรุ่งนี้ฉันจะเดินทางแล้ว กลับจากโรงเรียนเร็วๆนะ ชายเดียวก็จะมาทานข้าวด้วยเพื่อเลี้ยงอำลา ฉันจะออกเดินทางประมาณสองทุ่ม ก่อนไปฉันมีอะไรจะพูดกับเธอ”

รุ้งสบตาเขานิ่ง แปลกใจที่ไม่มีท่าทีคุกคามเหมือนเคย อยากรู้เหลือเกินว่าเขาอยากพูดอะไรกันแน่

คืนนั้นสมาชิกทุกคนในบ้านปัณณธร รวมทั้งบรรดาคนรับใช้มายืนกันเต็มท่าน้ำเพื่อลอยกระทง คุณหญิงเพ็งเป็นคนเปิดพิธี พนมมือและยกกระทงอธิษฐาน ตามด้วยพจน์ที่เอ่ยขอพรในใจ

“ขอให้ลูกสองคนมีชีวิตสดใสเหมือนแสงเทียนในกระทงนี้…แม้ว่าผมจะไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ตาม”

จริมาไปยืนข้างพ่อและลอยกระทงพร้อมกัน ในขณะที่จันทร์กับรุ้งลอยด้วยกันอีกฟาก ฉัตต์แอบมองตามรุ้งตลอด จริมาสังเกตเห็นแล้วอดยิ้มกับตัวเองไม่ได้ หมั่นไส้พี่ชายที่ท่ามาก…คอยดูนะจะแกล้งล้อซะให้เข็ด!

เวลาเดียวกัน ที่วังรังสิยา…ชายเดียวประคองท่านหญิงพร้อมกระทงคนละอันมาที่ท่าน้ำพร้อมบรรดาบ่าวไพร่ คุณชายเคียงข้างท่านแม่ไม่ห่างพลางกระซิบให้อธิษฐานแล้วจะเอาไปลอยให้

“ไม่ได้…ลอยกระทงเขาไม่ฝากกัน ต้องลอยเอง แม่จะอธิษฐานนะ” ท่านหญิงจบกระทง “ขอให้ทุกชีวิตในวังรังสิยาเป็นสุขสงบ ขอให้วิญญาณทุกดวง ถ้ายังอยู่ก็ได้ไปสู่สุคติและถือกำเนิดตามวาระอันควรด้วย”

ชายเดียวหน้าเสีย แปร่งหูคำพูดของท่านแม่แต่พยายามไม่คิดมาก อธิษฐานกับกระทงตัวเองแล้วเดินไปลอย ท่านหญิงมองตามแล้วก้มลงปล่อยกระทง ฉับพลันนั้น ก็มีมือลางๆของผีบ่าวคนสนิทมาร่วมลอยด้วย

“ลอยความทุกข์ไปมังคะ ท่านหญิงลอยพร้อมคุณชายนะมังคะ”

ท่านหญิงซาบซึ้งใจมาก อธิษฐานในใจขอให้ดวงวิญญาณเฟืองไปสู่สุคติ เสียงเฟืองลอยมาตามลมว่าจะไม่ยอมไปจากที่นี่ ท่านหญิงไม่สบายพระทัยมาก…กลัวใจผีบ่าวคนสนิทว่าจะก่อโศกนาฏกรรมขึ้นอีก

ooooooo

ผู้คนบ้านปัณณธรพากันตื่นตระหนกเมื่อมีกระทงของคนใดคนหนึ่งพลิกคว่ำ พจน์ใจไม่ดีแต่พยายามตีหน้านิ่งไม่อยากให้เป็นกังวล แต่เหมือนโชคไม่เข้าข้างเพราะอาการไอของเขารุนแรงมากขึ้นจนจันทร์สังเกตเห็น และตามไปคาดคั้นถึงในห้อง ท่านผู้พิพากษายังปากแข็งและปฏิเสธว่าไม่มีอะไรเหมือนเคยแต่จันทร์ไม่เชื่อ

“ถ้าคุณพี่ยังพูดว่าไม่เป็นอะไร น้องจะออกไปเดี๋ยวนี้ จะไม่พูดกับคุณพี่อีกเลย คุณพี่ปิดบังทำไมคะ ไม่ทราบหรือว่าทุกคนเป็นห่วง น้องเตือนให้ไปหาหมอหลายครั้งแล้ว คุณพี่ไม่ฟังกันเลย”

“คุณหลวงแพทย์รักษาอยู่ ไม่อยากให้คุณแม่ไม่สบายใจและฉัตต์จะกังวลไม่อยากไปเรียนต่อ น้องต้องไม่พูดเรื่องนี้โดยเฉพาะกับตาฉัตต์ ไม่ว่าอะไรจะเกิดก็อย่าให้เขารู้ พี่ต้องการให้เขาเรียนต่อ…และไม่ต้องกลับจนกว่าจะจบ”

พจน์คาดคั้นให้สัญญา จันทร์รับปากทั้งน้ำตา สัมผัสได้ในน้ำเสียงของเขาที่ไม่ต้องการให้เธออ่อนแอ

“เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา แต่น้องต้องเข้มแข็งและเป็นหลักให้ทุกคนในบ้าน…เข้าใจไหม”

พจน์ลุกไปเปิดลิ้นชักและหยิบถุงใส่ผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือดออกมา จันทร์สะเทือนใจเอื้อมมือไปรับมาถือไว้

“น้องจะไม่ยอมให้คุณพี่เป็นอะไรไปง่ายๆ ต่อไปนี้น้องจะคอยดูแลมากกว่าเดิม คราวหน้าถ้าไปหาคุณหลวงแพทย์ น้องจะตามไปด้วย น้องจะไม่ยอมทิ้งความหวัง น้องเองก็ผ่านความตายมาได้ แล้วทำไมคุณพี่จะอยู่ต่อไปไม่ได้”

“อย่าตกใจเกินไปนัก หมอที่ชำนาญโรคปอดดูแลพี่อยู่ พี่ไม่ได้เป็นฝีในท้องและก็ไม่ได้เป็นโรคติดต่อ”

“คุณพี่คงคิดว่าน้องกลัว ไม่หรอกค่ะ…เพราะน้องจะเป็นคนสุดท้ายที่จะไม่หนีคุณพี่ไปไหน คุณพี่กรุณารับน้องและลูกเป็นคนในครอบครัว เพราะฉะนั้นน้องจะไม่มีวันทิ้งคุณพี่”

“พี่เป็นคนโชคดีที่ในชีวิตนี้ได้พบผู้หญิงที่ดีพร้อมถึงสองคน…ราตรีกับจันทร์ พี่ไม่ต้องการอะไรมากกว่านี้แล้ว”

สองพี่น้องมองหน้ากันนิ่ง ถ่ายทอดกำลังใจให้กันและกัน…

เย็นวันรุ่งขึ้นหลังเลิกเรียน…จริมากับรุ้งวิ่งฝ่ากลุ่มนักเรียนไปขึ้นรถเพื่อกลับไปหาฉัตต์ตามที่นัดกัน แต่ถูกกลุ่มคุณหญิงทอแสงฯขวางไว้ ตั้งท่าหาเรื่องเต็มที่และยียวนไม่ยอมหลีกทาง จริมาจะเอาคืนแต่รุ้งห้ามไว้เพราะไม่อยากให้มีเรื่องทะเลาะกัน แต่หัวโจกคนดังไม่ยอมหาเรื่องเอากบมาแหย่คุณหญิงจนแตกกระเจิงทั้งกลุ่ม

เมื่อกลับถึงบ้านสองสาวก็รีบไปหาฉัตต์ พบเขาหน้าตึงคอยอยู่และโกรธมากที่ทั้งสองมาช้า จริมาก้มหน้าร้องไห้ที่โดนดุ ชายเดียวอดสงสารไม่ได้เลยเข้ามาปลอบจนเด็กสาวยิ้มได้ ส่วนรุ้งร้อนใจตามไปง้อ ฉัตต์ไม่ยอมพูดด้วยพร้อมหันหลังให้อย่างจงใจ แต่รุ้งก็ไม่ยอมแพ้ก้าวไปยืนตรงหน้าและอธิบายเสียงอ่อน

“เรามากันไม่ได้จริงๆค่ะ เพื่อนที่โรงเรียนหาเรื่องขัดขวาง กว่าจะฝ่าด่านมาได้ก็ตั้งนาน รีบแทบตาย” ฉัตต์ยังนิ่ง รุ้งชักงอน “คุณฉัตต์อยู่บ้านคอยอย่างเดียว รุ้งกับคุณจริมาสิผจญภัยกันแทบตายยังมาโดนโกรธอีก ไม่ยุติธรรมเลย”

ฉัตต์ไม่ยอมรับคำขอโทษ แต่ผ่อนท่าทีกราดเกรี้ยวลงไปมากเมื่อลากเธอไปทานข้าวเย็น

สมาชิกครอบครัวปัณณธรลงมือรับประทานอาหารกันอย่างสนุกสนาน ชายเดียวพลอยมีความสุขไปด้วยที่แวดล้อมด้วยผู้คนที่คุ้นเคยและเป็นที่รัก…หลังมื้อค่ำแสนสุขก็ถึงเวลาร่ำลา พจน์จึงเรียกลูกชายไปกอดและอวยพร

“ตั้งใจเรียนนะฉัตต์ เรียนให้จบแล้วค่อยกลับ จำไว้…มีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่ต้องกลับเด็ดขาด”

“ผมรับปากคุณพ่อว่าจะไม่กลับจนกว่าจะเรียนจบครับ”

ฉัตต์ผละออกจากพ่อและขอคุยกับจริมาเป็นการส่วนตัว เด็กสาวงุนงงแต่ก็ยอมเดินตามไปแต่โดยดี

“ส่งข่าวถึงพี่บ้าง พี่คงเหงาถ้าอยู่ทางโน้น น้องขี้เกียจเขียนก็วานรุ้งเขียนก็ได้ ยาวๆเลยนะ”

จริมารู้ทันว่าพี่ชายอยากได้จดหมายจากรุ้งแต่แกล้งตีมึนแหย่ยิิ้มๆ “โอ๊ย…ไม่ได้หรอก น้องรู้ว่าพี่ฉัตต์เกลียดรุ้งจะตาย ขืนให้เขียนความดันคงขึ้นเส้นเลือดแตกตาย แล้วน้องจะทำยังไง มีพี่ชายกับเขาอยู่คนเดียวเท่านั้น”

ฉัตต์งอนเพราะเข้าใจว่าน้องสาวหมายความอย่างที่พูดจริงๆ จริมาหัวเราะชอบใจที่แกล้งสำเร็จ ตามง้อจนเขาใจอ่อน โผเข้ากอดและเอ่ยคำลาทั้งน้ำตา…ถ่ายทอดความรักและความผูกพันให้กันอย่างเต็มหัวใจ

ooooooo

แค้นเสน่หา  เรื่องย่อละครแค้นเสน่หาตอนล่าสุด

เรื่องย่อละครแค้นเสน่หา – จบบริบูรณ์ –

อ่านละครออนไลน์, แค้นเสน่หา
- 2013-07-16 5:07:39 โพสต์โดย : zoomza 2,168 ดูละครย้อนหลัง