แค้นเสน่หา เรื่องย่อละครแค้นเสน่หา ตอนที่ 8

แค้นเสน่หา เรื่องย่อละครแค้นเสน่หา แค้นเสน่หา ละครแค้นเสน่หา แค้นเสน่หา ละครช่อง 3
เรื่องย่อแค้นเสน่หา นักแสดง แค้นเสน่หา หมิว – ป๊อป ฐากูร และสน ยุกต์ ส่งไพศาล

แค้นเสน่หา

อ่านละครออนไลน์ : แค้นเสน่หา เรื่องย่อแค้นเสน่หา

แค้นเสน่หา บทประพันธ์ของ วราภา
แค้นเสน่หา ของค่าย เจ๊ไก่ วรายุทธ มิลินทจินดา

เรื่องย่อแค้นเสน่หา ตอนที่8

รุ้งไม่โกรธที่แม่ไม่ยอมให้เจอคุณชายแต่อยากรู้มากกว่าว่าราชนิกุลหนุ่มมาหาเธอเรื่องอะไร จันทร์ไม่คิดปิดบัง ตอบตามตรงว่าเขามาถามเรื่องเรียนต่อของรุ้ง จริมานอนเอกเขนกข้างๆ ได้ยินทุกอย่างว่าคุณชายก็จะเรียนหมอที่เมืองไทย ก็ได้แต่นิ่งอึ้งและเก็บความเศร้าระคนน้อยใจไว้คนเดียว

แต่ความเศร้าเรื่องคุณชายก็ไม่ทำให้จริมาลืมอาการเจ็บป่วยของพ่อ เธอไปหาเขาถึงห้องทำงานจนผู้พิพากษาใหญ่เก็บกองจดหมายแทบไม่ทัน จริมายิ้มทักและรับปากจะสอบให้ได้ที่หนึ่งพร้อมขอสัญญาว่าเขาจะไปงานรับปริญญาของเธอกับฉัตต์ที่เมืองนอก พจน์จำใจรับปากเพราะไม่อยากให้ลูกใจเสีย แต่ถึงกระนั้นจริมาก็ดูออก เธอสะเทือนใจจนแทบกลั้นน้ำตาไม่ไหวจึงไปปรับทุกข์กับรุ้งและจันทร์

“น้าจันทร์…ริมาจะทนไม่ไหวแล้วนะ อย่าให้ริมาไปเลย ริมาไม่อยากทิ้งคุณพ่อ” จันทร์กอดปลอบ จริมาส่งสายตาอ้อนวอนไปทางรุ้ง “รุ้งช่วยด้วย…ช่วยกันขอคุณพ่อ ให้ริมาเรียนหนังสือที่เมืองไทย ได้ไหมรุ้ง…น้าจันทร์ขา”

“ถ้าริมาไม่ไป รุ้งคิดว่าคุณลุงจะผิดหวังมากอาการของท่านอาจแย่ลงและต้องจากเราไปเร็วขึ้น ไปเรียนแล้วรีบกลับมา ถ้าคุณลุงได้เห็นว่าลูกๆทำอย่างที่หวังก็อาจอยู่ถึงวันที่คุณริมากลับมาก็ได้”

จริมายังสะอื้นแต่ก็รับปากจะไปเรียนต่อ รุ้งสงสารแต่ต้องข่มความรู้สึก รอจนจริมาออกจากห้องจึงบอกกับแม่

“ถ้ารุ้งเป็นคุณริมา…เป็นตายยังไงรุ้งก็ไม่มีวันไป”

จันทร์เข้าใจดี เธอเองก็เคยมาก่อน ทั้งการจากเป็นหรือจากตาย ไม่ใช่เรื่องที่ทำใจให้เข้มแข็งกันได้ง่ายๆเลย

วันเวลาผ่านไปจนถึงวันที่จริมาเดินทาง ชายเดียวขอประทานอนุญาตไปส่ง ท่านหญิงปฏิเสธเพราะไม่อยากให้ลูกเจอกับจันทร์ ถึงกระนั้นเขาก็ขัดคำสั่งไปส่งจนได้แต่โชคไม่ดีเกิดอุบัติเหตุจักรยานล้มทำให้ไปต่อไม่ได้

ขณะเดียวกันที่บ้านปัณณธร ทุกคนรอคอยจริมาเตรียมตัวและเอ่ยคำลาแต่เด็กสาวคนสำคัญกลับนั่งมองหน้ารูปแม่อย่างสงบในห้องพระ พนมมือแล้วพูดเสียงเบาแต่หนักแน่น

“แม่คะ…ริมาไม่อยากไปแต่ต้องไป ต้องไม่ให้คุณพ่อผิดหวัง น้าจันทร์กับรุ้งเขาดูแลคุณพ่อกับคุณย่าได้ แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ” จริมากลั้นสะอื้นจนตัวสั่น “ริมาจะบอกแม่อีกอย่าง คุณพ่อไม่รักใครมากเท่าแม่นะคะ… ริมาดีใจที่เป็นลูกของผู้ชายที่มีจิตใจมั่นคงกับผู้หญิงคนหนึ่งตลอดชีวิต ริมาอยากพบผู้ชายแบบนั้นบ้าง…แต่คงไม่โชคดีเท่าแม่”

จริมาปาดน้ำตา นึกถึงชายเดียวที่สัญญาเป็นมั่นเหมาะจะมาส่งแต่ก็ยังไม่มาด้วยความรู้สึกน้อยใจ ตัดใจปั้นหน้ายิ้มและร่ำลาทุกคนในบ้าน รุ้งร้องไห้เป็นเผาเต่าจนเธอต้องกอดปลอบอยู่นานกว่าจะยอมนิ่ง พจน์เข้ามาให้ศีลให้พรเป็นคนสุดท้าย จริมาจ้องนัยน์ตาพ่อและทวงสัญญาว่าเขาจะไปร่วมงานรับปริญญาของเธอกับฉัตต์ สองพ่อลูกกอดกันด้วยความอาลัย ทุกคนในบ้านได้แต่น้ำตาคลอ… สงสารแต่เข้าใจว่าเพื่ออนาคตที่ดีของจริมา

ooooooo

ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสเสียพระทัยมากที่ลูกชายไม่เชื่อฟังรั้นจะไปส่งจริมา เธอเห็นผีบ่าวคนสนิทหมอบกราบที่ลานสนามหน้าตำหนักจึงรับสั่งเรียกหาเพื่อปรับทุกข์

“ชายเดียวเป็นลูกหญิงแต่เขาก็ไม่ใช่ วันนี้เขาขัดใจหญิง หญิงควรจะรู้ว่าไม่ควรหวังอะไรที่เป็นไปไม่ได้”

“คุณชายเป็นโอรสท่านหญิง เป็นโอรสองค์เดียวของท่านหญิง ไม่ใช่ของใครหน้าไหนทั้งนั้น!”

ขาดคำผีเฟืองก็หายตัวไป ท่านหญิงได้แต่นั่งไม่ติดกลัวผีบ่าวไปก่อเรื่องอีก และก็เป็นจริงดังคาดเพราะผีเฟืองแล่นไปถึงบ้านปัณณธรเพื่อจัดการจันทร์กับลูกแต่ฝ่าด่านพระภูมิเจ้าที่เข้าไปไม่ได้ ผีบ่าวยิ่งอาฆาตหนัก ย้อนกลับไปเรือนพักเก่าแก่ ก้มหน้าร้องไห้โหยหวนที่ไม่สามารถแก้แค้นให้ท่านหญิงได้

กว่าชายเดียวจะถึงบ้านปัณณธรก็เลยเวลาและจริมาก็ออกจากบ้านไปแล้ว ราชนิกุลหนุ่มเสียดายที่ไม่ได้เอ่ยคำลา ตัดสินใจเขียนจดหมายบอกสาเหตุที่มาไม่ทันแต่ก็ไม่เคยได้รับจดหมายตอบกลับสักฉบับ ต่างจากรุ้งที่ได้รับจดหมายจากจริมาตลอดเพราะต้องรับหน้าที่เดิมคือเขียนจดหมายตอบฉัตต์

นับวันรุ้งก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาและเขียนถึงฉัตต์ได้คล่องมากขึ้นจนแทบจะไม่ต้องระวังตัวอะไร ส่วนฉัตต์ก็รอจดหมายจากน้องสาวอย่างใจจดจ่อ สำนวนเรียบๆแต่ให้ความรู้สึกอบอุ่นทำให้เขามีกำลังใจเรียน

“ริมาสบายดี พี่ฉัตต์ยังโกรธง่ายหายยากเหมือนเดิมหรือเปล่า อย่าโกรธใครแล้วมีเรื่องนะคะ ริมาเป็นห่วง”

เขาลงมือเขียนตอบเหมือนที่เคยทำตลอดสองสามปีที่ผ่านมาแต่ไม่เคยเอ่ยถึงรุ้งสักครั้ง รุ้งเสียใจจนทำให้เกิดทิฐิเขียนด้วยสำนวนประชดแดกดันอย่างที่ไม่เคยทำ

“ขอบคุณพี่ฉัตต์ที่เป็นห่วงริมา ริมาได้ข่าวว่าที่บ้านทุกคนสบายดี พี่ฉัตต์ไม่ต้องห่วงใครที่บ้านเลยก็ได้ค่ะ”

ฉัตต์ตอบกลับทันที ตกใจที่จดหมายล่าสุดเหมือนกำลังโดนน้องสาวโกรธ “ริมาพูดแปลกๆเหมือนประชดใคร ทำไมพี่จะไม่ห่วงคุณพ่อ คุณย่า น้าจันทร์และพวกผู้คนในครัวที่เขาปรนเปรอพี่ด้วยกับข้าวสารพัดอย่าง”

ฉัตต์ร่ายยาวชื่อทุกคนในบ้านยกเว้นรุ้ง พร่ำบอกเป็นห่วงและอีกสารพัดคำปลอบใจ รุ้งน้อยใจที่ไม่เคยอยู่ในสายตา ตัดใจไม่ยอมเขียนจดหมายตอบอีกเลยตั้งแต่นั้น แม้ฉัตต์จะเขียนมาตัดพ้อและจริมาเขียนมาทวงแทนพี่ชาย เธอก็ใจแข็งไม่ตอบกลับ…หมั่นไส้นัก ถ้าไม่เคยเห็นเราอยู่ในสายตาก็ไม่เห็นอยากจะง้อ!

ooooooo

จริมาแปลกใจที่พี่ชายหายเงียบ ไม่ยอมส่งข่าวคราวหรือทวงจดหมาย หารู้ไม่ว่าพี่ชายที่คิดว่าคร่ำเคร่งกับการเรียนกำลังทำความรู้จักเพื่อนใหม่อย่างพิสินีหรือบัวลูกสาวของหลวงวิเศษผ่านทางเจษฎาเพื่อนร่วมหอของฉัตต์

พิสินีติดใจฉัตต์แต่แรกเห็น ชอบใจในความหล่อและดูดีจนลงมือวางแผนทำความรู้จักด้วยตัวเอง แนะนำตัวเสร็จสรรพว่าเพิ่งย้ายจากอีกเมืองเพราะอยากเปลี่ยนบรรยากาศ ฉัตต์ไม่รังเกียจหญิงสาวหน้าตาสะสวย ท่าทางสุภาพและไม่ทำให้เขาอึดอัดเวลาอยู่ใกล้ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

พิสินีชื่นชมเพื่อนใหม่ให้ครอบครัวฟังผ่านทางจดหมาย หลวงวิเศษกับภรรยาถึงกับงงเมื่อทราบว่าอาการป่วยของพจน์ไม่รู้ถึงหูฉัตต์ นายตำรวจใหญ่สงสัยแต่ไม่อยากเซ้าซี้เพื่อน ไว้สบโอกาสค่อยลองหาทางพูดกับพจน์อีกที…

ด้านพจน์…ป่วยกระเสาะกระแสะอยู่ถึงสามปีจึง เข้ารักษาที่โรงพยาบาล รุ้งซึ่งเรียนปีสุดท้ายของโรงเรียน พยาบาลพาแม่กับย่ามาเฝ้าไม่ห่าง จันทร์ตัดสินใจบอก ลูกสาวให้ซื้อตั๋วเรือบินส่งให้จริมาเพราะพจน์อาการไม่ค่อยดี คุณหญิงเพ็งได้ยินก็คัดค้านเพราะไม่อยากขัดความตั้งใจของลูกชาย

จันทร์ไม่กล้าขัดคำสั่งแม่บุญธรรม ต่างจากรุ้งที่ยังมุ่งมั่นทำตามคำสัญญา จริมาจึงได้รับจดหมายจากเพื่อนรักไม่กี่วันหลังจากนั้น เธอน้ำตาไหลพรากด้วยความสะเทือนใจ

“คุณย่าไม่ให้คุณริมากลับเมืองไทยแต่รุ้งจะจัดการให้ เพื่อนคุณลุงที่สถานทูตจะออกตั๋วให้ก่อน…และถ้าคุณริมาไม่ไปเรียนต่อ รุ้งจะไม่พูดด้วยตลอดชีวิต อีกอย่าง… ห้ามบอกคุณฉัตต์เพราะเธอจะไม่มีวันกลับไปเรียน”

จริมากัดฟันแน่น หยิบกระดาษมาเขียนถึงพี่ชายแล้วเปลี่ยนใจฉีกทิ้ง เครียดจัดที่ต้องปิดเรื่องพ่อ

จริมามัวยุ่งเตรียมตัวกลับบ้านจนไม่มีเวลาส่งข่าวหาพี่ชาย ฉัตต์เริ่มกระวนกระวายเพราะไม่เคยขาดการติดต่อ พิสินีที่ตอนนี้กลายเป็นเงาตามตัวเขาทราบข้อนี้ดีแต่ไม่กล้าพูดอะไรมากเพราะข่าวที่ได้ยินจากทางบ้านไม่ใช่เรื่องดีนัก เธอทราบดีว่าเขาได้รับจดหมายจากพ่อทุกสองเดือน เป็นข้อความสั้นๆไต่ถามสารทุกข์สุขดิบธรรมดาแต่ที่น่าแปลกใจคือฉัตต์ไม่ระแคะระคายแม้แต่น้อยว่าพ่อของตัวเองกำลังอาการหนักอยู่ที่โรงพยาบาล

เวลาเดียวกันที่เมืองไทย…หลวงวิเศษ ภรรยาและปยุตลูกชายคนโตไปเยี่ยมพจน์ที่โรงพยาบาล รุ้งมาถึงพอดีพร้อมจริมา คุณหญิงเพ็งตกใจที่เห็นหลานแต่เพราะความรักและคิดถึงมีมากกว่าจึงโผเข้ากอดแน่น

“พ่อเขาสั่งไว้อยากให้เรียนจบ ย่าไม่ได้อยากขวางริมาแต่ต้องเห็นใจพ่อเขา เขาจะไปไม่สบายเพราะมีห่วง”

จริมาอึ้งเมื่อได้ยินว่าเวลาของพ่อเหลือน้อย ทรุดตัวลงนั่งก้มหน้าร้องไห้ ครู่ใหญ่จึงรู้สึกตัวและทำความเคารพครอบครัวหลวงวิเศษ นายตำรวจใหญ่เห็นใจสาวน้อยที่ต้องสูญเสียพ่อในวัยที่ยังเยาว์เหลือเกิน

ooooooo

รุ้งพาจริมาไปเยี่ยมพจน์ที่ยังนอนหายใจรวยรินบนเตียง ลูกสาวถึงกับพูดไม่ออก กล้ำกลืนน้ำตาลง อย่างยากลำบาก รุ้งประสานมือกับเพื่อนรักและบีบแน่นราวกับสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างตลอดไป

ขณะเดียวกันที่หน้าห้อง…หลวงวิเศษตัดสินใจถามคุณหญิงเพ็งถึงสาเหตุที่พจน์ปิดบังเรื่องอาการป่วยจากลูกๆ

 

“เขาคิดว่าเรื่องตายเป็นธรรมชาติ ทุกคนต้องตายแต่คนหนุ่มสาวยังมีอนาคตต้องก้าวต่อไป ลูกจะกลับหรือไม่พ่อก็ต้องตายอยู่ดี เขาว่าไม่ต้องดูใจกันเพราะตัวเขาไม่เคยไม่คิดถึงลูกชาย ส่วนฉัตต์เขาก็เชื่อว่าไม่มีวันจะไม่คิดถึงพ่อ”

นายตำรวจใหญ่หน้าไม่ดี เข้าใจหัวอกพ่อแต่ก็สงสารเด็กๆที่เห็นมาแต่เล็กแต่น้อย…มันจะใจดำเกินไปหรือเปล่า

ในห้อง จริมาเฝ้าอยู่ครู่ใหญ่พจน์ก็รู้สึกตัว สองพ่อลูกกอดกันด้วยความรักและคิดถึง เป็นที่เศร้าสะเทือนใจของผู้พบเห็นโดยเฉพาะหลวงวิเศษที่เข้ามาพอดี พจน์ฝากฝังครอบครัวกับเพื่อนรักและทวงสัญญาจากจริมา

“ลูกสัญญาว่าจะกลับไปเรียนให้จบ คุณพ่อไม่ต้องห่วงนะคะ”

“ขอบใจมากริมา บอกฉัตต์ว่าพ่อขอโทษ อย่าโกรธพ่อเลยที่ไม่บอก”

จริมาร้องไห้แทบขาดใจ สงสารพี่ชายที่ไม่มีโอกาสรับรู้และล่ำลาพ่อเป็นครั้งสุดท้าย พจน์เข้าใจดีแต่รู้จักนิสัยของลูกชายมากกว่าจึงยืนยันขอจากไปอย่างหมดห่วง

รุ้งพยายามดึงจริมาออกไปเพราะอยากให้พจน์พักผ่อน แต่เพราะไม่ทันระวังเลยชนกับปยุต ชายหนุ่มตะลึงงันในความสวยน่ารักแต่ไม่ใช่เวลาสมควรเลยได้แต่อมยิ้ม สองสาวจึงพากันไปรอข้างนอก

ระหว่างที่พจน์รักษาตัวที่โรงพยาบาล ฉัตต์เองก็ใจไม่ดีเพราะเป็นห่วงน้องสาวที่หายเงียบจนผิดสังเกต ความกังวลใจทำให้เขาฝันถึงพ่อในวันหนึ่ง พจน์ยืนที่ท่าน้ำและหันมาพูดเสียงอ่อนแต่หนักแน่นเหมือนเคย

“จำไว้นะฉัตต์…สายน้ำเหมือนชีวิต ทำอะไรต้องระวังเพราะทำแล้วเปลี่ยนไม่ได้…เหมือนสายน้ำไม่ไหลกลับ”

การได้เห็นหน้าพ่อในฝันทำให้ฉัตต์คลายความเหงาได้บ้าง เขาสะดุ้งตื่นตอนเช้าเพราะเสียงเคาะประตู พิสินีมาหาแต่ต้องกลายเป็นพยาบาลจำเป็นเพราะฉัตต์ตัวรุมๆเหมือนจะเป็นไข้ เขายอมให้เธอเช็ดตัวเพราะไม่อาจขัดความปรารถนาดี ผ่อนตัว
ตามสบายแล้วเล่าเรื่องความฝันและความคิดเกี่ยวกับพ่อ

“คุณพ่อจวนเกษียณแล้ว อีกสามปีผมก็จะเรียนจบปริญญาโทพอดี ท่านจะได้พักผ่อน”

พิสินีที่ทราบอาการป่วยของพจน์ถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่โอบกอดเขาด้วยความสงสารจับใจ เธอค่อยๆผละตัวเมื่อรู้สึกว่าแสดงออกมากเกิน หัวเราะน้อยๆกลบเกลื่อนและชวนเขาไปทานข้าวข้างนอก สองหนุ่มสาวพูดคุยกันอย่างสนิทสนมมากขึ้น ฉัตต์สบายใจจนกล้าพูดถึงความรักที่มีต่อครอบครัวให้ฟัง พิสินีประทับใจมาก หวนคิดถึงบรรยากาศเรียบง่ายของครอบครัวตัวเองแล้วถอนใจเบาๆ

“ถึงครอบครัวบัวจะใหญ่ มีพี่น้องลูกหลานหลายคนแต่ก็ไม่อบอุ่นเท่าครอบครัวฉัตต์”

“เรามีกันสี่คนเท่านั้น…ตอนนี้คงเหงาเพราะมีแต่คุณย่ากับคุณพ่อ ผมกับน้องมาเรียนไกล ผมต้องรีบเรียนให้จบจะได้กลับเมืองไทย ถ้าเราอยู่พร้อมหน้า พร้อมตาก็จะมีความสุขกันมากกว่านี้”

พิสินีอึ้งไป ความรู้สึกเหมือนน้ำท่วมปากเป็นแบบนี้นี่เอง เธอสอดประสานมือกับเขาเหมือนต้องการส่งกำลังใจ ฉัตต์ชะงักแต่ก็บีบมือตอบอย่างนุ่มนวล คิดเอาเองว่าเป็นมิตรภาพที่เพื่อนแสดงต่อกัน

หลังแยกจากพิสินี…ฉัตต์กลับเข้าบ้านด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ ความรู้สึกอ่อนหวานจากพิสินีทำให้คิดถึงรุ้ง เขาชำเลืองมองที่กรอบรูปบนหัวเตียง ภาพเธอแสดงรำในงานโรงเรียนยังติดตรึงในใจเขาเสมอ พาลเคืองไปถึงจริมาที่หายเงียบไม่ส่งข่าวจากเมืองไทยและลงมือเขียนจดหมายตัดพ้อน้องในคืนเดียวกันนั้น

“ริมา…ทำไมใจร้ายอย่างนี้ ไม่เขียนจดหมายถึงพี่เลย เป็นอะไร…เจ็บป่วยไม่สบายหรือเปล่า พี่โทรศัพท์หาน้องสองครั้งแล้วก็ไม่พบ น้องไม่รู้หรือว่าจดหมายของทุกคนเป็นกำลังใจให้พี่ตั้งใจเรียน สำหรับพี่…ครอบครัวสำคัญที่สุด”

ความน้อยใจกลายเป็นความโกรธ เขาพับจดหมายลงซอง คว่ำรูปรุ้งลงลิ้นชักและปิดอย่างแรง!

ooooooo

พจน์จากไปไม่นานหลังจากนั้น เขาหมดลมอย่างสงบที่โรงพยาบาล คุณหญิงเพ็งก้มหน้าร้องไห้เงียบๆ เช่นเดียวกับจันทร์ จริมาและรุ้ง ทุกคนโอบกอดกันเพื่อปลอบใจ เสียงสั่งเสียสุดท้ายของพจน์ยังก้องในหัว

“จันทร์…ขอบใจสำหรับทุกอย่างที่ทำให้พี่ รุ้ง…ลุงขอบใจ ดูแลแม่ให้ดี คุณแม่…ชาติหน้าผมขอเกิดเป็นลูกคุณแม่อีก ริมา…ต้องเข้มแข็งให้สมที่เป็นลูกพ่อ พ่อฝากคำถึงฉัตต์ไปกับริมา ริมาต้องบอกพี่เขาให้เข้าใจ”

เช้าวันรุ่งขึ้น…จริมาไปหาคุณชายศักดินาถึงวังรังสิยาเพื่อแจ้งเรื่องพ่อและขอร้องไม่ให้เขาบอกฉัตต์จนกว่าจะเรียนจบ คุณหญิงทอแสงรัศมีที่มาหาญาติหนุ่มเห็นเข้าก็ปราดมาขวางและคาดคั้นถามเหตุผลที่คู่ปรับมาถึงวัง ชายเดียวเข้ามาขวางทันเวลาและชวนจริมาเข้าไปคุยข้างใน คุณหญิงทอแสงรัศมีของขึ้นเอ่ยปากขอไปด้วย

“ขอบใจทอแสงรัศมี…แต่ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือ ฉันมีธุระกับคุณชายเรื่องพี่ชายฉันที่เธอไม่รู้จัก”

คุณหญิงปรี๊ดแตก ขู่จะฟ้องท่านหญิงแขไขเจิดจรัส ชายเดียวไม่สะทกสะท้านแถมตอกกลับไม่ไว้หน้า

“ถ้าจะไปก็ต้องทูลตามความจริง ถ้าเพ็ดทูลพี่จะไม่ให้เธอเข้าวังอีกเลย พี่พูดจริงนะ…คิดดูให้ดี”

จริมาไม่ยอมเสียเวลา เปิดฉากประเด็นสำคัญทันทีที่ได้อยู่ตามลำพัง ชายเดียวอึ้งไปอึดใจแล้วแสดงความเสียใจเรื่องการจากไปของพจน์ จริมาน้ำตารื้นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ทั้งที่พยายามข่มสุดความสามารถ

“ตอนคุณพ่อไม่สบายไม่ให้บอกพี่ฉัตต์ ตอนนี้ทุกคนเลยให้มาขอร้องคุณชายว่าอย่าบอกพี่ฉัตต์ว่าท่านเสียแล้ว”

“ผมจะไม่ถามเหตุผลแต่สัญญาว่าจะไม่บอก”

“ขอบคุณ…ฉันอยากได้ยินจากปากคุณชายเท่านั้น ฉันควรต้องบอกว่าทำไม…เพราะคุณพ่ออยากให้พี่ฉัตต์เรียนจนจบเพราะรู้ดีว่าเธอดื้อ เขาจะคิดว่าเป็นความรับผิดชอบของเขาต่อครอบครัว เขาจะไม่เรียนต่อแน่ๆ”

ชายเดียวเข้าใจดีเพราะรู้จักเพื่อนรุ่นพี่ดีเช่นกัน เขาเสนอตัวช่วยเหลือแต่โดนปฏิเสธ สองหนุ่มสาวเปลี่ยนมาถามสารทุกข์สุกดิบเพราะไม่ได้เจอกันนาน ชายเดียวน้อยใจที่เธอไม่เปิดอ่านจดหมายของเขาสักฉบับ จริมาก็รู้สึกผิดแต่ยังทำใจแข็งไม่แสดงออกมากนัก เมื่อเขาถามถึงงานศพ จริมาหน้าเสีย กลั้นสะอื้นจนปากสั่นเพราะยังทำใจไม่ได้

“ริมา…ทำไมไม่ร้องไห้ ร้องสิ…ร้องออกมาให้หมด”

จริมาจ้องหน้าเขาแล้วในที่สุดก็กลั้นไม่ไหว ทำนบน้ำตาแตกจนต้องทรุดลงนั่งกับพื้นอย่างอ่อนแรง ชายเดียวปล่อยให้เธอร้องจนสบายใจขึ้นแล้วไปส่งที่รถพร้อมอาสาขอไปช่วยงานศพอีกครั้ง แม้จริมาจะปฏิเสธแต่เขาไม่ยอม

“ผมจะไม่บอกพี่ฉัตต์ตามที่คุณขอร้องแต่จะทำตามที่ผมอยากทำด้วย คุณห้ามผมไม่ให้ช่วยงานศพไม่ได้”

จริมาไม่ชอบใจแต่ไม่อยากขัดศรัทธา พลันนึกได้ว่าเขาคงไม่ได้อยากทำเพื่อเธอแต่เพื่อรุ้ง ความน้อยใจพุ่งขึ้นมาอีก…เราคงไม่มีค่ามากขนาดนั้น

ooooooo

คุณหญิงทอแสงรัศมีลอบมองท่าทางเอาอกเอาใจของญาติหนุ่มที่มีต่อจริมาด้วยความหมั่นไส้ รีบไปดักรอและคาดคั้นเรื่องที่เลี่ยงไปคุยกันสองคนตามประสาคนชอบเอาชนะ ชายเดียวคร้านจะอธิบายเลยประชดกลับ

“บางทีพี่ก็อาจไม่อยากให้ใครเห็นก็ได้ คนเขาจะโรมานซ์กัน ใครจะเปิดประตูโล่งโจ้งล่ะคะน้องหญิง”

ผลจากการประชดทำให้ชายเดียวต้องไปเฝ้าท่านแม่หลังจากนั้น คุณหญิงทอแสงรัศมีตัดพ้อต่างๆ

นานาโดยเฉพาะที่เขาจงใจปกปิดเรื่องที่พูดกับจริมา ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสหน่ายความเอาแต่ใจของหลานสาวแต่อยากรู้มากกว่าว่าเด็กสาวจากบ้านปัณณธรมีความลับอะไรกับลูกชาย

“เขาขอร้องเรื่องหนึ่งค่ะท่านแม่ แต่ไม่อยากให้ใครรู้”

“ไม่บอกเขาหรือว่าหญิงทอแสงเป็นน้องของชายไม่ใช่คนอื่น แล้วถ้าแม่ถามล่ะ…ชายจะบอกแม่ไหม”

คุณหญิงทำหน้าเจ้าเล่ห์แล้วตีหน้าเศร้า ขอไปรอข้างนอกเพราะอยากให้สองแม่ลูกคุยกันเอง ชายเดียวมองตามพลางส่ายหน้าเอือมๆ แล้วตัดสินใจทูลตามความจริง

“จริมามาขอร้องไม่ให้บอกพี่ฉัตต์เรื่องคุณอาพจน์เสียค่ะท่านแม่”

ท่านหญิงพยักหน้ารับน้อยๆ เข้าใจเจตนาของผู้ พิพากษาใหญ่ดีเพราะเป็นแม่คนเหมือนกัน ต่างจากคุณหญิงทอแสงรัศมีที่แอบฟังหน้าประตู ได้ยินทุกอย่างแจ่มชัดแต่ยังไม่เข้าใจในเหตุผล

เมื่อราชนิกุลสาวกลับถึงวังตอนเย็นวันเดียวกัน เห็นท่านหญิงปั้นประทานสร้อยให้คุณหญิงศศิลักษณาที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็ไม่พอใจแต่พยายามข่ม

ครั้นได้ยินท่านแม่ปรารภถึงเธอว่าหัวไม่ดีก็ทำให้ความอดทนสิ้นสุด ตัดสินใจปรากฏตัว คุกเข่ากราบท่านป้าและประกาศกร้าวว่าจะไม่เรียนต่อ ท่านหญิงปั้นอึ้งไปอึดใจแล้วย้อนถามเสียงเขียว

“พูดจาชอบกลหญิงทอแสง…ไม่เรียนมหาวิทยาลัยแล้วจะเรียนที่ไหนกันยะ”

“มหาวิทยาลัยชีวิตค่ะท่านป้า”

“หญิงเล็ก…ลูกสาวเธอช่างคิดจริงๆ นี่ฟังนะหญิงทอแสง…มหาวิทยาลัยชีวิตน่ะ คนเราต้องมีวุฒิภาวะ

มากพอจะเก็บเกี่ยวเรื่องราวต่างๆมาเป็นความรู้ เธอน่ะคิดว่าตัวเองมีมากพอไหมล่ะ”

“พอค่ะท่านป้า…เพราะหญิงจะแต่งงาน”
“ไม่รู้จักยับยั้งความรู้สึก ฉันรู้ว่าเธอโกรธฉันที่ว่า แต่สิ่งที่เธอโพล่งออกมามันไม่ใช่วิสัยผู้หญิงดีๆและ

ไม่ใช่สิ่งที่จะพูดกับผู้ใหญ่ ไม่รู้จักสำรวมกิริยาวาจา หญิง เล็กเธอเลี้ยงลูกสาวยังไง อ้อ…ชายวรจักรให้ท้ายสินะ”

ท่านหญิงเล็กหน้าเจื่อนเถียงไม่ออกเพราะเป็นเรื่องจริง แต่คุณหญิงทอแสงรัศมีกลับไม่สะทกสะท้าน

“ขอประทานอภัยเพคะ แต่หญิงพูดเรื่องจริง หญิงจะแต่งงานกับพี่ชายเดียว หญิงรักพี่ชายเดียว”

ทุกคนถึงกับผงะ สะอึกกับความคิดของสาวน้อย แม้แต่เจ้าตัวก็ตกใจแต่ไม่อยากกลืนน้ำลายตัวเอง

“เธอเสียสติหรือเปล่าหญิงทอแสง ชายเดียวเป็นญาติเกือบจะร่วมสายเลือดเดียวกันด้วยซ้ำ ไม่มีใครยอมให้เธอกับชายเดียวทำอะไรผิดธรรมเนียมแบบนั้นหรอก ฉันไม่ฟังอะไรแล้ว หญิงเล็ก…เตือนลูกเธอด้วย จะบ้าไปกันใหญ่แล้ว”

“ท่านป้าคะ…หญิงทราบค่ะ ทราบมาตั้งนานแล้วว่าพี่ชายเดียวไม่ใช่ลูกของท่านป้าแขไข”

ความคิดเกินงามของคุณหญิงทอแสงรัศมีทำให้ท่านหญิงปั้นร้อนใจจนต้องเสด็จถึงวังรังสิยาในเช้าวันถัดมา ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสไม่กังวลนักเพราะไม่คิดว่าหลานสาวจะทำจริงอย่างที่พูด อีกทั้งชายเดียวก็ยังเด็กเกินกว่าจะคิดเรื่องแบบนี้

“หญิงทอแสงพูดเต็มปากเต็มคำว่ารักชายเดียวเพราะรู้มานานว่าไม่ใช่ลูกเธอ ถ้าเป็นจริงก็จะรู้กันหมดเรื่องชายเดียวเป็นลูกของนังบุหลัน…คิดถึงหัวใจชายเดียวสิ”

“หญิงคิดมาตลอดค่ะพี่หญิง…ตั้งแต่วันแรกที่หญิงรับชายเดียวเป็นลูก”

ท่านหญิงปั้นส่ายหน้าให้กับความรั้นของท่านหญิงแขไข ขอตัวกลับแต่ไม่วายทิ้งท้ายให้ระวังคุณหญิงทอแสงรัศมี แถมยังถามถึงเรื่องหลานสาวของบ้านปัณณธรว่ามีกี่คนกันแน่ ท่านหญิงแขไขหน้าถอดสีเพราะเป็นชนักปักหลัง ทูลเสียงเบาว่ามีสองคน ท่านหญิงปั้นถอนใจหนักหน่วง หวนคิดถึงต้นเหตุของเรื่องแล้วเครียดแทน

“นังเฟืองใช่ไหมที่จัดการเรื่องนี้ นังคนนี้ตายไปแล้วยังทิ้งพิษร้ายไว้อีก”

ฉับพลันนั้นก็มีลมกรรโชก ท่านหญิงแขไขขมุบขมิบห้ามผีบ่าวคนสนิท แต่ท่านหญิงปั้นกลับนั่งอย่างสงบ

“ได้ยินมานานแล้วว่ามันเฮี้ยน…ใช่ไหมหญิงแขไข มันรักเธอ…แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้ชีวิตเธอยุ่งยากเช่นนี้ ระวังตัวให้ดี…เธอฟังมันมากตอนมันมีชีวิต แต่อย่าลืมว่ามันตายแล้วตอนนี้ พอกันทีกับนังเฟือง”

ท่านหญิงแขไขจนด้วยเหตุผล ตามไปส่งญาติผู้พี่ที่รถด้วยท่าทางคิดหนัก ผีเฟืองได้ยินทุกอย่าง อาละวาดแผลงอิทธิฤทธิ์ใส่ผู้คนในวังเพื่อระบายอารมณ์ แต่ไม่มีใครตื่นกลัวเหมือนเคยเพราะชินแล้ว

ฝ่ายพิสินีรับรู้เรื่องการเสียชีวิตของพจน์ไม่นานจากนั้น เสียใจแทนฉัตต์ที่ไม่มีโอกาสไปร่วมงานศพพ่อ เธอแวะไปหาเขาที่มหาวิทยาลัย พบเขายืนดูกระดาษแผ่นหนึ่งด้วยแววตากังวล โล่งใจที่เขายังไม่รู้เรื่อง แต่กำลังเครียดเรื่องค่าเล่าเรียน ท่าทางแปลกๆของเธอทำให้เขาถามว่าเป็นอะไร และเพราะความสงสารทำให้เธอเลือกพูดจาเป็นนัยๆ
“เรื่องเศร้าของคนที่บัวรักแต่เจ้าตัวเขายังไม่รู้ บัวเลยยิ่งเศร้าเพราะสงสารเขามาก”

เขาดึงเธอมากอดปลอบตามประสาเพื่อนแสนดี เปรยเบาๆว่าอาจต้องหางานทำเพราะไม่อยากกวนพ่อ เป็นห่วงจริมาและคนอื่นๆที่บ้านจะต้องลำบาก พิสินีมองหน้าเขายิ้มๆ ภูมิใจเหลือเกินที่เขาเป็นคนดีมีความรับผิดชอบ

ปัญหาเรื่องการเงินเป็นเรื่องใหญ่อย่างที่ฉัตต์นึกกลัว คุณหญิงเพ็ง จันทร์ รุ้ง และจริมาปรึกษากันอยู่นานจนได้ข้อสรุปว่าจะทำร้านอาหาร โดยมีคนงานในบ้านทั้งหมดเป็นลูกมือ จริมาเห็นดีด้วย ช่วยกันกับรุ้งวางแผนการเงินและ ตกแต่งร้าน โดยปรับเปลี่ยนเรือนริมน้ำให้กลายเป็นมุมน่ารักเหมาะแก่การรับประทานอาหารและชมวิว

สองสาวช่วยกันเตรียมการสุดความสามารถจนถึงคืนสุดท้ายก่อนที่จริมาจะเดินทางกลับ เธอฝากฝังบ้านและคุณย่ากับเพื่อนรัก รุ้งรับปากดิบดีและขอให้อีกฝ่ายสัญญาว่าจะตั้งใจเรียน จริมาพยักหน้ารับทั้งน้ำตาเคลือบคลอ

“รุ้งคิดถูกแล้วที่เรียนพยาบาล ริมาขอบใจมาก…ไม่มีใครจะดูแลคุณย่าได้ดีเท่ารุ้งอีกแล้ว”

“แม่ไงคะ แม่ไม่เรียนอะไรมาสักอย่างแต่เก่งกว่ารุ้งเสียอีก ให้ยาคุณย่าเป็นหายทุกครั้ง”

จริมาปาดน้ำตาแล้วอดนึกถึงเรื่องในวัยเด็กไม่ได้ พี่ชายเธอก็เป็นคนหนึ่งที่โดนจันทร์จับคว้านคอทุกครั้งที่ไม่สบาย รุ้งนิ่งไปอึดใจแล้วอดไม่ได้ เปรยเบาๆถึงความฝังใจของฉัตต์ที่มีต่อเธอกับแม่ จริมาตกใจแก้ต่างแทนพี่ชาย

“แต่นั่นมันตอนเด็ก พี่ฉัตต์ไม่ได้ฝังใจมาจนทุกวันนี้หรอก”

“รุ้งกับแม่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าพเนจรมา แล้วคุณราตรีก็เสียชีวิต”

“ไม่…หยุดพูดเดี๋ยวนี้ พี่ฉัตต์เลิกคิดไปนานแล้ว ไม่เข้าใจหรือรุ้ง…ไม่งั้นเขาจะซื้อเปียโนให้ทำไม พี่ฉัตต์เอาเงินเก็บตั้งแต่เด็กเลยนะ วันเกิด ปีใหม่ เงินอะไรๆก็เอามาหมด เงินที่คุณแม่สั่งให้พี่ฉัตต์ก่อนท่านจะตายก็ด้วย”

รุ้งยังงอนเพราะน้อยใจเขาที่ไม่เคยเอ่ยถึงเธอในจดหมายสักครั้ง จริมาเซ็งแต่ยังยืนยัน

“ริมามั่นใจว่าพี่ชายของริมาไม่เกลียดแต่เขาไม่อ่อนโยน พูดดีๆไม่เป็น รุ้งคิดแบบนี้กับเขา…ริมาไม่สบายใจเลย” รุ้งนิ่งเงียบ จริมาเลยยิ่งใจเสีย “ริมาไม่เคยคิดว่ารุ้งเป็นคนอื่นนอกจากพี่น้อง อะไรที่ริมาให้ได้ พี่ฉัตต์ก็ต้องให้ได้เหมือนกันเพราะเราสองคนเป็นน้องสาวเขา”

รุ้งร้องไห้ จริมาโอบปลอบ ทราบดีว่าเพื่อนกับพี่ชายมีความรู้สึกดีๆต่อกัน แต่คงต้องปรับความเข้าใจกันอีกยาว
ooooooo

ท่านหญิงแขไขน้อยใจลูกชายที่ไม่มีเวลาให้เธอเหมือนเคย ความทุกข์ใจของท่านหญิงทำให้ผีเฟืองทนไม่ได้ ร่ำๆจะออกไปอาละวาดให้หายแค้น ท่านหญิงต้องรั้งไว้เพราะไม่อยากให้ใครเดือดร้อน

“เฟือง…ไปเกิดนะ หญิงจะอธิษฐานจะทำบุญให้เฟือง อย่าทนทุกข์ทรมานอย่างนี้อีกเลย”

เฟืองหมอบติดพื้นส่ายหน้า ท่านหญิงได้แต่ถอนใจ อัดอั้นตันใจที่สุดเพราะผีบ่าวคนสนิทไม่ยอมปล่อยวาง

ความกลัดกลุ้มทำให้ท่านหญิงอยากออกจากบ้าน ตัดสินใจไปหาน้องสาวแต่ไม่ทันได้ออก ท่านหญิงเล็กก็ก้าวเข้ามาเสียก่อนและขอหารือเรื่องคุณหญิงทอแสงรัศมี ท่านหญิงแขไขโวยวายเพราะคิดว่าน้องสาวเป็นคนเล่าให้ลูกสาวฟัง ท่านหญิงเล็กชักฉุนจึงโต้กลับ

“พี่หญิงคิดว่ามันเป็นความลับนักหรือคะ พี่หญิงไม่เคยท้อง…แล้วอยู่ๆก็มีลูกชาย จะไม่มีใครสงสัยหรือคะ”

“ฉันไม่สนคนอื่น แต่ชายเดียวจะรู้เรื่องนี้ไม่ได้”

ท่านหญิงเล็กบอกว่าทราบข้อนี้ดีแต่ท่านหญิงแขไขยังกังวล เพราะเชื่อว่าคุณหญิงทอแสงรัศมีต้องพูดแน่

“ฉันรู้ว่าเธอห้ามลูกไม่ได้ เธอไม่รู้จักลูกสาวตัวเองหรือไง หญิงทอแสงรักชายเดียว ฉันไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ทำไมความรู้สึกพี่น้องถึงกลายเป็นรักแบบหนุ่มสาวไปได้” ท่านหญิงเล็กเถียงว่าคงเป็นเพราะวัย แต่พี่สาวค้านทันที “ไม่ใช่แน่ หญิงทอแสงอยู่ใกล้ชายเดียวเป็นไม่ได้ต้องเข้าใกล้ชิด เธอสอนลูกยังไง…ให้ใช้ความเป็นน้องมานั่งกอดนั่งเบียด”

“โธ่เอ๊ยพี่หญิง…คร่ำครึแบบนี้ เจ้าพี่ถึงต้องไปเอานังบุหลันเป็นหม่อมอีกคน”

ท่านหญิงแขไขเคืองที่โดนพูดแทงใจ ท่านหญิงเล็กโมโหเลยย้อนว่าเรื่องมันวุ่นวายก็เพราะผีเฟือง ลมกรรโชกเข้ามาทันใดพร้อมการปรากฏตัวของผีบ่าว ท่านหญิงเล็กเบิกตาโพลงตัวแข็งทื่อ…เชื่อแล้วว่ามันเฮี้ยนจริงๆ!

เวลาเดียวกันที่บ้านปัณณธร…ชายเดียวไปหาจริมาเพื่ออำลาเพราะรู้ว่าเธอจะเดินทางวันนี้ แต่พบกับรุ้งเสียก่อนจึงไปคุยด้วยตามประสาคนคุ้นเคยกัน เขาเป็นห่วงเธอที่ต้องทำงานและเรียนหนักเพื่อแบ่งเบา

ภาระทางการเงิน รุ้งยิ้มรับไม่ท้อ ยืนยันว่าเต็มใจทำเพราะอยากตอบแทนพระคุณบ้านนี้

แต่ความตั้งใจดีก็มาพร้อมกับความกังวลใจเรื่องฉัตต์ที่อาจโกรธเพราะไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง ชายเดียวปลอบว่าอย่าคิดมาก ตนเชื่อว่าเพื่อนรุ่นพี่ต้องเข้าใจเพราะทุกคนหาเงินเพื่อส่งเสียเขาเรียนจนจบ รุ้งไม่คิดแบบนั้นแต่ไม่อยากต่อความยาว เปลี่ยนไปถามถึงธุระที่ทำให้เขาต้องมาถึงบ้าน พลันยิ้มน้อยๆและชี้ไปทางเรือนริมน้ำที่จริมานั่งเล่นอยู่คนเดียว

จริมาเบ้หน้าเมื่อเห็นชายเดียว เขาพยายามชวนคุยแต่ไม่ค่อยได้เรื่อง หญิงสาวยังอารมณ์ไม่ค่อยดีเพราะไม่อยากจากบ้านไปไกลอีกแล้ว จริมาหันหลังให้เขาพลางเอามือปาดน้ำตา กัดฟันแน่นไม่ยอมให้มันไหลออกมาอีก ชายเดียวก้าวไปยืนขนาบแล้วพยายามบอกให้ร้องไห้เพื่อระบายความอึดอัดใจ

“วันที่คุณไปหา…ผมบอกให้คุณร้องออกมาแล้วคุณก็ดีขึ้น”

ทำนบน้ำตาของเธอพังไม่เป็นท่า หญิงสาวร้องไห้จนสาแก่ใจแล้วจึงหันมาเผชิญหน้าเขาอีกครั้ง ชายเดียวยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ เธอรับไปเช็ดแล้วส่งคืน มองหน้าเขาด้วยความอาวรณ์แต่ไม่แสดงออกเพราะไม่อยากให้ความหวังตัวเอง

จริมากลับถึงโรงเรียนไม่กี่วันหลังจากนั้น เธอเดินเหม่อเพราะยังเศร้าเรื่องพ่อและสะเทือนใจเรื่องชายเดียว ทันใดนั้น…สายตาก็พลันเหลือบเห็นฉัตต์มายืนรอหน้าทางเข้าหอ เธอโผไปกอดเขาแน่นด้วยความรักและคิดถึง ร้องไห้ออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจ…คิดถึงพ่อ คุณย่า และทุกคนที่เมืองไทยเหลือเกิน

ooooooo

 

แค้นเสน่หา  เรื่องย่อละครแค้นเสน่หาตอนล่าสุด

เรื่องย่อละครแค้นเสน่หา – จบบริบูรณ์ –

อ่านละครออนไลน์, แค้นเสน่หา
- 2013-07-26 5:51:28 โพสต์โดย : zoomza 2,627 ดูละครย้อนหลัง